
หุ้นแบงก์ไหนร้อนแรงสุดนับแต่ต้นปี 69 ราคาปรับขึ้นเกินพื้นฐานหรือยัง?
นับตั้งแต่ต้นปี 69 หุ้นแบงก์ร้อนแรง พบ BAY พุ่งแรงที่สุด 73.08% โบรกฯ มอง 5 แบงก์ ราคาปรับขึ้นเกินมูลค่าเหมาะสมแล้ว แนะ “เก็งกำไร” ส่วนภาพรวมหุ้นกลุ่มแบงก์ ให้น้ำหนักลงทุน “เท่ากับตลาด”
KEY
POINTS
- หุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ปรับตัวขึ้นร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยราคาเพิ่มขึ้น 73.08% ตามมาด้วย KKP (+52.21%) และ CREDIT (+43.23%)
- นักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า ประเมินว่าราคาหุ้น 5 ธนาคาร ได้แก่ KTB, KBANK, TTB, TISCO และ KKP ได้ปรับตัวขึ้นเกินมูลค่าเหมาะสมไปแล้ว
- แม้ราคาหุ้นบางตัวจะเกินพื้นฐาน แต่นักวิเคราะห์ยังคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มธนาคาร "เท่ากับตลาด" และเลือก SCB เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) จากแนวโน้มปันผลที่สูง
ดัชนีตลาดหุ้นไทย นับตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน (YTD) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 351.61 จุด หรือเพิ่มขึ้น 27.91% จากสิ้นปี 2568 ปิดที่ 1,259.67 จุด มาปิดที่ 1,611.28 จุด เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา
ทางด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ณ วันที่ 3 ก.ค.2569 อยู่ที่ 20,367,934.24 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4,435,994.36 ล้านบาท จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 15,931,939.88 ล้านบาท
เมื่อมาดูที่ราคาหุ้นธนาคารพาณิชย์ แม้วันนี้ (6 ก.ค.2569) จะปรับตัวลดลง หลังจากในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นค่อนข้างร้อนแรง
ทั้งนี้ “โพสต์ทูเดย์” ตรวจสอบข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง YTD (1 ม.ค.-3 ก.ค.2569) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก
เจาะข้อมูลทางการเงินรายธนาคาร
BBL
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 169.50 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 192.50 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 23.00 บาท หรือเพิ่มขึ้น 13.57%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 367,452.26 ล้านบาท
KTB
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 28.25 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 40.00 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 11.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 41.59%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 559,042.45 ล้านบาท
KBANK
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 194.50 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 233.00 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 38.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 19.79%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 552,053.33 ล้านบาท
SCB
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 139.00 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 153.50 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 14.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 10.43%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 516,850.97 ล้านบาท
TTB
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 2.02 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 2.56 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 0.54 บาท หรือเพิ่มขึ้น 26.73%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 249,782.63 ล้านบาท
BAY
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 26.00 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 45.00 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 19.00 บาท หรือเพิ่มขึ้น 73.08%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 331,009.28 ล้านบาท
TISCO
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 110.50 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 122.00 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 11.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 10.41%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 97,678.77 ล้านบาท
KKP
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 68.00 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 103.50 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 35.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 52.21%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 92,676.37 ล้านบาท
LHFG
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 0.90 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 1.25 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 0.35 บาท หรือเพิ่มขึ้น 38.89%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 26,479.58 ล้านบาท
CREDIT
- ราคาปิด 30 ธ.ค.2568: 15.50 บาท/หุ้น
- ราคาปิด 3 ก.ค.2569: 22.20 บาท/หุ้น
- YTD: เพิ่มขึ้น 6.70 บาท หรือเพิ่มขึ้น 43.23%
- Market Cap. ณ 3 ก.ค.2569: 27,413.43 ล้านบาท
5 แบงก์ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินกว่ามูลค่าที่เหมาะสม
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า 7 ธนาคารที่จัดทำบทวิเคราะห์ ประกอบด้วย BBL (มูลค่าเหมาะสม 196.00 บาท), KTB (มูลค่าเหมาะสม 36.00 บาท), KBANK (มูลค่าเหมาะสม 214.00 บาท), SCB (มูลค่าเหมาะสม 159.00 บาท), TTB (มูลค่าเหมาะสม 2.40 บาท), TISCO (มูลค่าเหมาะสม 110.00 บาท) และ KKP (มูลค่าเหมาะสม 85.00 บาท)
โดย 5 หุ้นธนาคาร ได้แก่ KTB, KBANK, TTB, TISCO, KKP มีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกินกว่ามูลค่าที่เหมาะสมไปแล้ว จึงให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ในหุ้นดังกล่าว
ทั้งนี้ 7 ธนาคารที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จัดทำบทวิเคราะห์ คาดว่าจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 รวม อยู่ที่ 55,238 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ลดลง นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2569 ยังมีฐานกำไรที่สูงจากการรับรู้เงินปันผลของกองทุนวายุภักษ์
ขณะที่ในฝั่งกลุ่มตลาดทุนยังมีมุมมองเชิงบวกจากปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจนายหน้าประกันภัยและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่ขยายตัวได้ดี
ดังนั้น คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารที่ “เท่ากับตลาด” แม้กำไรสุทธิจะชะลอตัวแต่ยังอยู่ในระดับสูง จุดเด่นของกลุ่มนี้คือการรักษาระดับเงินปันผลได้อย่างโดดเด่น เนื่องจากธนาคารไทยมีระดับเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ของ ธปท. ค่อนข้างมาก และมีการขยายสินทรัพย์เสี่ยงที่จำกัด
โดยเลือก SCB เป็นหุ้น Top Pick และคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 159 บาท จาก 149 บาท ให้สอดคล้องกับแนวโน้ม ROE ที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ SCB มีความน่าสนใจในการลงทุนระยะยาวจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้บริหารจัดการองค์กรได้อย่างโดดเด่น และคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุดในกลุ่มถึง 7.6%
ในส่วนของ KKP ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 85 บาท จาก 81 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสมมติฐาน ROE เป็น 10.2% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วง 2 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ KKP ในปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นมาแรงจนไม่มี Upside เหลือแล้ว จึงคงคำแนะนำไว้ที่ระดับ “เก็งกำไร”







