
หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน ? เมื่อไรฟองสบู่จะแตก ?
หุ้น AI พุ่งทะยานจนเปลี่ยนหน้าตลาดทุนโลก บริษัทเทคยักษ์ใหญ่กวาดมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ แต่ภายใต้ความร้อนแรงของ “ยุค AI” คำถามสำคัญกำลังก่อตัวขึ้น นี่คืออนาคตใหม่ของเศรษฐกิจโลก หรือฟองสบู่ครั้งใหญ่ที่อาจรอวันแตก? ชวนเจาะสัญญาณเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา ก่อนความฝัน AI อาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น
KEY
POINTS
- หุ้น AI พุ่งทะยานจนเปลี่ยนหน้าตลาดทุนโลก บริษัทเทคยักษ์ใหญ่กวาดมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์
- แต่ภายใต้ความร้อนแรงของ “ยุค AI” คำถามสำคัญกำลังก่อตัวขึ้น นี่คืออนาคตใหม่ของเศรษฐกิจโลก หรือฟองสบู่ครั้งใหญ่ที่อาจรอวันแตก?
- ชวนเจาะสัญญาณเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา ก่อนความฝัน AI อาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น
ความก้าวหน้าแบบ “ก้าวกระโดด” ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ “เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง” ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่างๆได้แทบทุกอย่าง
ทั้งงานที่ซับซ้อนมากๆอย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่างและงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรก เช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี
หุ้นเท็คหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด “ยักษ์” ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” หรือ “Magnificent 7” ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น “เกม” นี้ นั่นก็คือการพัฒนา AI ตัวใหม่ อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น
และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “กระแสของ AI” กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น
เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อยๆจนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี “ค่าจ้าง” ต่ำลงเรื่อยๆ
ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนานอาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง “หยุดได้แล้ว” เพราะคนในโลกจะ “ไม่มีงานทำ” และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ “สูญพันธุ์” ไป
และโลกจะมีแต่ “มนุษย์ AI” ที่เป็น “ซิลิคอน” มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ “ไม่ตาย” และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ
ผมอาจจะพูด “เพ้อฝัน” ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี ?
ในมุมมองทางด้าน “หุ้น” ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น “Ultimate Super Growth” หรือธุรกิจที่จะ “โตเร็ว โตมากและโตนานที่สุด” และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์
ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ “ครอบงำ” ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐ
หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และ หุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด
พูดง่ายๆ ตอนนี้นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต “ระเบิด” และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก
และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนั้นก็คือ “สตอรี่” ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ “หลุดโลก” แต่แค่ “เรื่องราวหรือเรื่องเล่า” นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้
หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นคือ...
1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้นจะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาด เพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาด หรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้
2) หุ้นถูก “คอร์เนอร์” โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง “พื้นฐาน” ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ“ราคาหุ้นที่เหมาะสม” เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่มทำให้หุ้นขึ้นไปอีก
นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมากและตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลทฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร
และสุดท้าย ก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการและเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด
3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้วก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ
คำถามสำคัญหุ้นยักษ์AIหลังจากนี้จะขึ้นต่อหรือหยุดหรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?
คำตอบของผม ก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ...
1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น
หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นอาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้น หรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ “ฟองสบู่หุ้น AI” แตก
2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงค์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้า เช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรงและทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป
และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทะลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้
3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิด เช่น มี “ข่าวลือ” ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี “ลาภลอย” ของบริษัท AI ที่ “ทำกำไรมากเกินไป”
หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน “ตกงาน” มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย “คิดภาษีสรรพสามิต” สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรืออย่างในประเทศที่รัฐต้องการ “ควบคุมข่าวสาร” เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น
ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ “ฟองสบู่” ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้ สำหรับผมเองนั้นก็ได้แต่รอต่อไป.
เขียนโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เว็บไซต์ Thai VI







