posttoday

SET ลุ้นเด้ง! สวนทางน้ำมันพุ่ง-สงครามกดดัน ชี้เป้า “ADVANC” กำไรแกร่งสวนวิกฤต

27 เมษายน 2569

สงครามยัง Overhang บวก ครม.เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ โบรกชี้หุ้นไทยแกว่งแคบ 1,450–1,460 จุด เกมนี้ต้องเล่น 2 ทาง พร้อมยก ADVANC โดดเด่น กำไรโตแรง ธุรกิจแกร่ง ทนแรงกระแทกพลังงานแพง มีลุ้นรีบาวด์ระยะสั้น

KEY

POINTS

  • สงครามยัง Overhang บวก ครม.เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ
  • โบรกชี้หุ้นไทยแกว่งแคบ 1,450–1,460 จุด เกมนี้ต้องเล่น 2 ทาง
  • พร้อมยก ADVANC โดดเด่น กำไรโตแรง ธุรกิจแกร่ง ทนแรงกระแทกพลังงานแพง มีลุ้นรีบาวด์ระยะสั้น

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานว่า แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,450-1,460 จุด โดยการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาท้ายสุดแล้วไม่เกิดขึ้น โดย Brent ยังขยับขึ้นอีกเล็กน้อยที่ระดับ US$108 ต่อบาร์เรล 

อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานอิหร่านเสนอกรอบ 3 ขั้นในการเจรจากับสหรัฐฯ ได้แก่ 

  1. การยุติรวมถึงรับประกันว่าการสู้ระกับอิหร่านและเลบานอนจะไม่กลับมาอีก 
  2. การบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ
  3. ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งต้องติดตามฝั่งสหรัฐฯว่าจะตอบสนองอย่างไร 

ส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่ง ได้แก่ BoJ Fed ECB BoE รวมถึง กนง. ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม แต่โฟกัสจะอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปที่ถูกกระทบจากสงคราม ส่วนปัจจัยในประเทศวันนี้จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรก พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งคาดว่าจะเข้าครม.ชุดใหญ่วันพรุ่งนี้ นอกจากนี้คาดตลาดจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่จะเริ่ม

กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ แนะนำซื้อ “ADVANC” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 392.94 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 แข็งแกร่งที่ 1.26 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) แต่เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) หนุนจากต้นทุนตามคลื่นความถี่ใหม่ที่ถูกลง รวมถึงการควบคุมต้นทุนที่ดี ส่วนด้านรายได้ยังเติบโตได้ทุกธุรกิจทั้ง Mobile และ Fixed Broadband

ภาพรวมธุรกิจกระทบจำกัดจากราคาน้ำมันแพงและสงครามเนื่องจากเป็นบริการจำเป็น เราคาดว่ากำไรรายไตรมาสจะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ได้ต่อเนื่อง Consensus คาดกำไรปี 2026 เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ราคาหุ้นปรับลง 15% High ช่วงปลาย ก.พ. และไม่หลุดแนวรับหลัก ระยะสั้นคาดมีโอกาสเห็นการ Rebound แนวรับ 344 - 342 บาท แนวต้าน 354 บาท และ 360 บาท

Fund Flow : วานนี้กระแสเงินทุนต่างชาติสุทธิไหลเข้าภูมิภาค US$469 ล้าน แต่กระจุกตัวที่ไต้หวัน US$1,534 ล้าน ยังคงได้แรงหนุนจากแรงซื้อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่เกาหลีใต้ไหลออก US$824 ล้าน ส่วนฝั่งอาเซียนเม็ดเงินไหลออกทุกประเทศในกรอบ US$10-116 ล้าน สูงสุดที่อินโดนีเซีย ต่ำสุดที่ฟิลิปปินส์ แนวโน้มของกระแสเงินทุนคาดว่ายังผสมผสานและค่อนไปในทิศทางไหลเข้า แต่คาดว่ายังกระจุกตัวที่เอเชียตะวันออกจากแรงซื้อที่คาดว่ายังกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญวันนี้

(+) WHAUP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q)  และเพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) จากการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมการใช้น้าส่วนเกิน และ มาร์จิ้น SPP ดีขึ้นจากราคาก๊าซที่ปรับลดลง แม้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง แต่ถูกชดเชยด้วย FX gain

คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 เติบโตเฉลี่ย 33% y-y  CAGR จากรายได้จากการขายน้าให้กับโครงการ Data Center เพิ่มตามการก่อสร้างและเปิดให้บริการ แม้อาจมี downside จากผลกระทบของต้นทุนราคาก๊าซที่ปรับสูงขึ้น ราคาเป้าหมาย 5.90 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”

(0) OR คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 2.77 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากไตรมาสก่อนหน้า และ -37% จากปีก่อน คิดเป็น 24% ของประมาณการทั้งปี แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะธุรกิจ Mobility นอกจากตามฤดูกาลแล้ว ปริมาณการใช้น้ามันดีเซลทั้งประเทศในช่วง 20 วันแรกของเดือน เม.ย. ลดลงเหลือ 51.5 ล้านลิตร/วัน อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรอาจลดลงเหลือประมาณ 0.70-0.75 บาทจากต้นทุนน้ามันที่สูงขึ้น คงประมาณการกาไรทั้งปี โดยคาดว่าธุรกิจ Mobility จะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี2569 และธุรกิจ Lifestyle ที่แนวโน้มสดใสน่าจะช่วยลดผลกระทบได้บ้าง ราคาเป้าหมาย 17 บาท แนะนำ “ซื้อ”

(0) MTC คาดกำไรไตรมาส 1/69 จะทำจุดสูงสุดใหม่ โดยได้แรงหนุนจากต้นทุนความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อที่ลดลง แม้จำนวนวันทำการที่น้อยลงจะกดดันการเติบโตของสินเชื่อและ Loan spread โมเมนตัมในไตรมาส 2/69 คาดว่าจะปรับดีขึ้น จากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งขึ้นและแรงกดดันตามฤดูกาลที่คลี่คลาย แม้ต้นทุนความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น คงคาดกำไรสุทธิปี 69-71 เติบโตเฉลี่ย 12.7% CAGR ราคาเป้าหมาย 46 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”

(0) SYNEX คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 ที่ 173 ล้านบาท เติบโต 14% y-y และ 7% q-q หนุนจาก GPM ที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นหลัก ภาพรวมแนวโน้มยอดขายไตรมาส 1/69 คาดเติบโต 3.8% y-y จากยอดขายกลุ่ม commercial, enterprise และ gaming ที่ขยายตัว แต่จะหักล้างบางส่วนจากกลุ่ม Apple, smartphone (honor) ที่ลดลง โดยเป็นการเติบโต y-y ช้าสุดนับจากปี 2023 กำไรปกติไตรมาส 1/69 ดังกล่าวคิดเป็นราว 24% ของประมาณการปี 2026 คงคำแนะนำ “ซื้อ”

(-) TOA คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 หดตัว -22% q-q และ -10% y-y แม้ยอดขายคาดทรงตัว แต่ต้นทุนและ SG&A เพิ่มขึ้นจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น คาดไตรมาส 2/69 GPM ถูกกดดันชัดเจนขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบ Oil-linked ที่ปรับขึ้น เราคงคาดกำไรปกติปี 2026 ที่ 2.67 พันล้านบาท ลดลง -17% y-y และราคาเป้าหมาย 14.50 บาท คงคำแนะนำ “ถือ” จากความเสี่ยงด้านต้นทุนและอุปสงส์ หากสงครามยืดเยื้อ

(0) RBF คาดกำไรปกติที่ 131 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และเพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน (y-y) แม้คาดรายได้รวมจะทรงตัว q-q และโตเล็กน้อย 5% y-y แต่คาดรายได้กลุ่ม Flavor & Fragrance จะเติบโตทั้ง q-q และ y-y ด้วย Revenue mix ที่ดี ภาพรวมต้นทุนถูกกระทบจำกัด แต่คงมุมมองระมัดระวังต่อคาสั่งซื้อของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ คงคาดกำไรสุทธิปี 69 เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ราคาเป้าหมาย 4 บาท ยังแนะนำ “ถือ”

(+/-) ตลาดดาวโจนส์ ปิดที่ 49,230.71 จุด ลดลง 79.61 จุด หรือ -0.16% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,165.08 จุด เพิ่มขึ้น 56.68 จุด หรือ +0.80% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,836.60 จุด เพิ่มขึ้น 398.09 จุด หรือ +1.63% โดยดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติสงคราม รวมทั้งการพุ่งขึ้นของหุ้น Intel ซึ่งช่วยหนุนแรงบวกในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ขณะที่อุปทานพลังงานยังคงถูกกระทบอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

(+) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากหุ้นกลุ่มดังกล่าวในตลาดหุ้นนิวยอร์กดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 เม.ย.)

(+) ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยขยับมาอยู่ที่ 32.36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือ -0.12%

(-) ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 1.45 ดอลลาร์ หรือ -1.51% ปิดที่ 94.40 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยนักลงทุนประเมินผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทาน เทียบกับความเป็นไปได้ในการกลับมาเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งอาจช่วยจำกัดการหยุดชะงักดังกล่าว

(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 16.90 ดอลลาร์ หรือ +0.36% ปิดที่ 4,740.90 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยตลาดแม้จะปิดบวกในวันศุกร์ แต่ก็ปิดสัปดาห์นี้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ จากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ และความไม่แน่นอนของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังสร้างแรงกดดันต่อตลาด SPDR Gold Trust ถือครองทองคำ 1,046.62 / -0.25%

ข่าวล่าสุด

เปิดตัว Deepseek-V4 โมเดลใหม่จากจีนเทียบชั้น AI จากสหรัฐฯ