posttoday

ตลท. ชี้หุ้นไทยแกร่ง! ต่างชาติซื้อไม่หยุด ไทยขึ้นแท่น ‘หลุมหลบภัย’ โลก

10 เมษายน 2569

ตลาดหุ้นไทยเดือนมีนาคม 2569 ย่อตัวลง 5% แต่ยังถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ตลท.ชี้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีดัชนีพุ่งแรง 15% สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยกให้ไทยเป็น Safe Haven ท่ามกลางวิกฤต จับตาเมกะโปรเจกต์ EEC และ Land Bridge อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทยในอนาคต

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยเดือนมีนาคม 2569 ย่อตัวลง 5% แต่ยังถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ตลท.ชี้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีดัชนีพุ่งแรง 15%
  • สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยกให้ไทยเป็น Safe Haven ท่ามกลางวิกฤต
  • พร้อมจับตาเมกะโปรเจกต์ EEC และ Land Bridge อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทยในอนาคต
     

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยย่อตัวลงประมาณ 5% ถือว่าลดลงน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

หากดูภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนมีนาคม (Year to Date) ดัชนียังบวกอยู่ถึง 15% สูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค ด้านปริมาณการซื้อขาย (Volume) ถือว่าคึกคักมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 64,000 ล้านบาทต่อวัน และในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวพุ่งขึ้นไปมากกว่า 70,000 ล้านบาท

โดยกลุ่มนักลงทุนและกระแสเงินทุนต่างชาติถือว่ามีสัญญาณที่ดี ทั้งจากการที่มีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาเปิดบัญชีค่อนข้างมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม และกลุ่มนักลงทุนรายย่อย (Retail) เริ่มกลับเข้ามาลงทุนมากขึ้น สำหรับนักลงทุนต่างชาติ

แม้ในเดือนมีนาคมจะมียอดขายสุทธิ แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท

ปัจจัยเสี่ยงและสิ่งที่ต้องจับตา

4 ปัจจัยหลักที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ

  1. สถานการณ์สงคราม แม้จะมีข่าวดีเรื่องการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นสัญญาณบวก
  2. ราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไร (Earnings) ของบริษัทจดทะเบียน โดยจะเริ่มเห็นภาพในผลประกอบการไตรมาส 1 ช่วงเดือนพฤษภาคม แต่อาจจะยังไม่เห็นภาพทั้งหมด จะไปเห็นชัดเจนในช่วงกลางปี
  3. เงินเฟ้อ (Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้น
  4. นโยบายของเฟด (Fed) ตอนนี้ตลาดเปลี่ยนมุมมองว่าเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ย แต่อาจจะคงดอกเบี้ยไว้ หรือหากเงินเฟ้อพุ่งแรงอาจมีการปรับขึ้น ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงเพราะตัวเลข GDP สหรัฐฯ ออกมาไม่ค่อยดี

สิ่งที่ต้องจับตา คือ นโยบายที่เป็นโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว (5-10 ปี) ไม่ใช่แค่ระยะสั้น เช่น โครงการ EEC หรือโครงการ Land Bridge หากสามารถทำให้เกิดขึ้นจริง (Materialize) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้

กลยุทธ์ปรับตัวและโอกาสในวิกฤต

วิกฤตราคาน้ำมันและปัญหา Supply Chain ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุค 1970 แม้จะกระทบเศรษฐกิจ แต่มองว่าเป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่พึ่งพาตัวเองมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจพลังงานสะอาด

ทั้งนี้มองว่าบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) มีศักยภาพมีความเก่งและประสบการณ์สูงในการผ่านวิกฤตต่างๆ เช่น โควิด-19 หรือ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดยมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน (Cost), รายได้ (Revenue) และกำไร (Margin) ได้ดีมาก

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและพลังงานทดแทนในตลาดหุ้นไทยมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับภูมิภาค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไว้ได้

ถามว่า... ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยมีจุดเด่นอย่างไรในยามวิกฤตโลก?

ประเทศไทยถูกมองว่าเป็น "หลุมหลบภัย" (Safe Haven) เนื่องจากมีความเป็นกลาง (Neutral) และเป็นจุดหมายปลายทางของการย้ายฐานการผลิต หากสามารถรักษาจุดแข็งด้านความสมดุลและความเป็นกลางนี้ไว้ได้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ใหม่ๆ ของโลก

"การผ่านช่วงระยะสั้นนี้ไปให้ได้ (Survival) โดยเฉพาะการรับมือกับภาวะช็อกของราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยชั่วคราว (One-time shock) หากผ่านจุดนี้ไปได้และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานได้สำเร็จ ทิศทางเศรษฐกิจก็น่าจะดีขึ้น"

ตลท. ชี้หุ้นไทยแกร่ง! ต่างชาติซื้อไม่หยุด ไทยขึ้นแท่น ‘หลุมหลบภัย’ โลก

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนมีนาคม 2569

• ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24%  จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม SET Index ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเพิ่มขึ้น 15% จากสิ้นปี 2568

• กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

• มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 65,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

• ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,754 ล้านบาทในเดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท

• ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62%

• Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 14.96 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.67 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.40 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.36 เท่า

• อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.25% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.94%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนมีนาคม 2569

• ในเดือนมีนาคม 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 714,006 สัญญา เพิ่มขึ้น 6.81% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures  และ SET50 Index Options ส่งผลให้ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 613,979 สัญญา เพิ่มขึ้น 47.47% เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันของปี 2568.

ข่าวล่าสุด

ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf พิสูจน์คุณภาพที่ลูกค้าใช้งานจริง ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป