สมรภูมิตะวันออกกลางต่อผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย
ผลกระทบกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โบรกฯ แนะมองระยะยาว อย่าตื่นตระหนก เลี่ยงหุ้นโรงไฟฟ้า-การบิน และสลับเข้าพลังงาน-ปิโตรฯ พร้อมจับตาน้ำมัน
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
- กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า สายการบิน การท่องเที่ยว และการขนส่ง
- แม้มีความผันผวน แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมคาดว่าอยู่ในวงจำกัด และอาจกลายเป็นแหล่งพักเงินทุนที่ปลอดภัยเชิงเปรียบเทียบ
สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อปฏิบัติการร่วมระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ นำไปสู่การถึงแก่อสัญกรรมของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก
บล.บัวหลวง และ บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ผลกระทบในมิติต่าง ๆ และแนวโน้มที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ปฏิกิริยาตลาดระยะสั้น ความหวังบนความเปราะบาง
แม้เหตุการณ์จะดูรุนแรง แต่ในระยะสั้นตลาดการเงินเริ่มสะท้อนโหมด “คลายกังวล” ออกมาบางส่วน หลังมี “ความหวังในการลดความตึงเครียด” จากสัญญาณการเปลี่ยนผ่านผู้นำใหม่ของอิหร่านและความเป็นไปได้ในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยมีสัญญาณที่น่าสนใจ ดังนี้
- สินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มย่อตัว ราคาทองคำร่วงลงจากระดับ 5,440 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาต่ำกว่า 5,300 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสจากการที่สถานการณ์อาจไม่บานปลายเป็นสงครามโลกในทันที
- ราคาน้ำมันที่ยังไม่เร่งตัว แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น แต่การที่ยังไม่พุ่งทะยานอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่าตลาดยังไม่ได้ประเมินราคา (Price in) สำหรับฉากทัศน์สงครามยืดเยื้อเต็มรูปแบบ
ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม
ในสภาวะเช่นนี้ ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม
กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อาทิ PTT, PTTEP, TOP, BCP, IVL, PTTGC และ IRPC มีโอกาสปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่อาจมีช่วงพักฐานจึงไม่ควรไล่ราคาจนเกินไป
กลุ่มที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง
- โรงไฟฟ้า เช่น GPSC และ EGCO ซึ่งจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
- สายการบินและท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางยุโรป เช่น THAI, AAV, BA และ MINT ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงและการบินอ้อมพื้นที่ความขัดแย้ง
โอกาสของตลาดหุ้นไทย หากสถานการณ์จำกัดวงอยู่เพียงในภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยอาจกลายเป็น “Safe Haven ในเชิงเปรียบเทียบ” จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากตะวันออกกลาง
ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ปัจจัยที่ตลาดอาจมองข้าม
บล.บัวหลวง เตือนว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งจะยุติลงโดยเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจของอิหร่าน
- เอกภาพของ IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มีโครงสร้างการตัดสินใจที่เป็นอิสระสูง แม้ขาดผู้นำสูงสุด ระบบการตัดสินใจยังสามารถดำเนินต่อไปได้
- เครือข่าย Proxy กลุ่มพันธมิตรในเลบานอน เยเมน และอิรัก ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถขยายวงความขัดแย้งให้ยืดเยื้อ
- สุญญากาศอำนาจ ความไม่แน่นอนของการสืบทอดอำนาจอาจบีบให้กลุ่ม "สายเหยี่ยว" ในอิหร่านต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อรักษาฐานอำนาจ
กลยุทธ์การลงทุน
ตามสถิติทางประวัติศาสตร์ สงครามลักษณะนี้มักจะเข้าสู่ช่วง Peak ของความรุนแรงภายใน 4-6 สัปดาห์แรก ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงสุด
ดังนั้น กลยุทธ์ อย่าตื่นตระหนก (Panic) แต่ห้ามประมาท ยังไม่ควรเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) เต็มพอร์ต
- เฝ้าระวังดัชนีชี้วัดหลัก จับตาสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีของ IRGC อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในเดือน มี.ค. ที่สำคัญ
- ติดตามขั้วอำนาจโลก ท่าทีของสหรัฐฯ และพันธมิตร เมื่อเทียบกับท่าทีของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจาหรือสมรภูมิ
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากปฏิบัติการ Operation Epic Fury ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความผันผวนในตลาดทุนโลก โดยเฉพาะการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงและภาพรวมของเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
วิกฤตพลังงานและการตอบสนองของราคาน้ำมันดิบ
ผลจากการเปิดฉาก Operation Epic Fury ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันทีถึง 8% ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้กระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อย่างรวดเร็ว นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดใน 3 ประเด็นหลัก คือ การปิดน่านฟ้า, การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระบุว่าน่านฟ้าส่วนใหญ่ยังคงเปิดตามปกติแม้จะมีการบินอ้อมพื้นที่อิหร่าน และเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีการขนส่งสินค้าและน้ำมันอยู่ตามปกติ
เปรียบเทียบเชิงสถิติ Midnight Hammer vs. Epic Fury
หากพิจารณาจากพฤติกรรมราคาในอดีตผ่านเหตุการณ์ Operation Midnight Hammer เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า พบว่า ราคาน้ำมัน WTI เคยพุ่งขึ้นจาก 63.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปแตะ 78.4 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 15 ดอลลาร์) ก่อนจะย่อตัวลงเมื่อภารกิจสิ้นสุด
สำหรับ Operation Epic Fury ในปัจจุบัน ราคาน้ำมัน WTI ขยับขึ้นมาจาก 62.5 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่ระดับ 72.2 ดอลลาร์/บาร์เรล (บวกประมาณ 10 ดอลลาร์) คาดการณ์ว่าเมื่อภารกิจจบลง ราคาอาจมีการย่อตัวลงในระยะสั้นก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของปีที่แล้วอีกครั้ง
โอกาสและความเสี่ยงในรายกลุ่มอุตสาหกรรม
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดูรุนแรง แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมคาดว่าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากไทยอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ขัดแย้งและมีสัดส่วนการค้ากับอิหร่านค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยกว่า 1 ใน 3 ยังอิงกับราคาภาคโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
จากการวิเคราะห์สามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ด้าน
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์
- พลังงานและปิโตรเคมี: PTT, PTTEP, TOP, SPRC
- สินค้าเกษตรและเดินเรือ: STA, RCL, PSL
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ
- ขนส่งทางอากาศ: AOT, THAI, AAV เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
- โรงไฟฟ้าและวัสดุก่อสร้าง: BGRIM, GPSC, GLOBAL, TASCO จากภาระต้นทุนพลังงาน
- การท่องเที่ยว: CENTEL, MINT
- กลุ่มการเงิน: MTC, SAWAD, TIDLOR ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงหากเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งแรง


