“ปตท.” กางกลยุทธ์สู้ความผันผวน “เศรษฐกิจโลก”
ปตท. กางกลยุทธ์ สู้ความผันผวนเศรษฐกิจโลก แนะควรโฟกัส “สิ่งที่เก่ง” และมองธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต
KEY
POINTS
- ปรับโครงสร้างธุรกิจโดยตัดลดส่วนที่ไม่ทำกำไร ผลักดันธุรกิจต้นน้ำที่เป็นจุดแข็ง และหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเปิดตลาดใหม่
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในโดยนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ พร้อมเร่งลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตและสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมทุน
- บริหารจัดการสินทรัพย์ที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่เพื่อสร้างรายได้ พร้อมตั้งเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดโดยขยายการค้า LNG และศึกษาแนวทางสู่ Net Zero
ภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) งานสัมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 ในหัวข้อ The Great Rebalance : การเงินการลงทุน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกว่า
ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันและการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ที่ชะลอตัวในยุคหลังโควิด-19
กลุ่มปตท. ได้วางแนวทางเชิงรุกด้วยการมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อให้ผลประกอบการสามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกได้อย่างยั่งยืน
โดยปัจจุบัน ปตท. มีรายได้จากการลงทุนรวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ได้มีการจัดสรรเพื่อจ่ายปันผลคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 70% และเนื่องจากกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 55% จึงเท่ากับว่ากำไรกว่าครึ่งหนึ่งได้ถูกส่งกลับคืนสู่ภาครัฐเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศโดยตรง
แม้ในปีที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากดัชนีราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง แต่ด้วยการเตรียมความพร้อมรับมือความผันผวนไว้ล่วงหน้า ทำให้องค์กรยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย ปตท. ได้วางกลยุทธ์สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรในภาวะวิกฤต อาทิ
ในสภาวะที่ทิศทางตลาดไม่แน่นอน ต้องวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนให้ชัดเจน ธุรกิจใดที่ไม่ทำกำไรต้องกล้าหยุดและถอนทุนเพื่อสะสมสภาพคล่อง ส่วนธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) ที่เป็นจุดแข็งและมีโอกาสเติบโตต้องเร่งผลักดันอย่างเต็มที่
ประการต่อมา คือ การปรับโครงสร้างธุรกิจปลายน้ำ แม้โรงงานปิโตรเคมีของปตท.จะมีมาตรฐานระดับโลก แต่ต้องยอมรับว่าเสียเปรียบด้านขนาด เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่อย่างจีนที่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า
ปตท. จึงเลือกปรับพอร์ตโฟลิโอโดยตัดลดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และแสวงหาพันธมิตรระดับโลก ที่มีความเชี่ยวชาญและทันสมัยมาร่วมเปิดตลาดใหม่ โดยเน้นการเลือกคู่ค้าที่เหมาะสมเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
ในส่วนของธุรกิจแห่งอนาคต ปตท. พร้อมเร่งการลงทุนอย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการ พัฒนากระบวนการภายใน โดยรื้อระบบการทำงานที่ซ้ำซากและไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อลดภาระงานที่ต้องเป็นประจำซ้ำซ้อน ซึ่งแนวทางนี้ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรได้ถึง 7-8 พันล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมทุน กับบริษัทที่มีศักยภาพแต่ขาดแรงงานจากบริษัทระดับโลก เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดทักษะใหม่ๆ ระหว่างกัน
นอกจากนี้ ปตท.ยังมีการตรวจสอบงบดุลและสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ เช่น ท่อส่งและคลังจัดเก็บสินค้า แล้วนำมาบริหารจัดการภายใต้หน่วยงานหลักเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านี้ให้เป็นขุมทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องอย่างมีเสถียรภาพ
สำหรับเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด ปตท. ตั้งเป้าขยายปริมาณการค้า LNG เป็น 15 ล้านตันภายในปี 2035 โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 3 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยกำลังศึกษาแนวทางการไปสู่ Net Zero ผ่านเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS) และพลังงานไฮโดรเจน เพื่อกำหนดโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนภายใต้วินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง
ท้ายที่สุด คุณภัทรลดา สง่าแสง ยังได้ส่งต่อบทเรียนถึง SME และผู้ประกอบการรายย่อยว่า ท่ามกลางกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง ESG และ Climate Change ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ประกอบการควรวิเคราะห์สถานการณ์ในหลายรูปแบบ และจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวัง ไม่ควรเร่งรีบลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เร็วเกินไปจนขาดความคุ้มค่า แต่ควรเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด โดยยังคงรักษาแก่นหลักของธุรกิจไว้ให้มั่นคงอีกด้วย.


