TRUE โชว์กำไร 4 ไตรมาสติด ดันปี 68 กำไรพุ่ง 9.2 พันล้าน แจกปันผลอีก 0.12 บาท
“ทรู คอร์ปอเรชั่น” ฟาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 กว่า 4 พันล้านบาท ทำกำไรเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน หนุนปี 68 มีกำไรสุทธิ 9.2 พันล้านบาท ปันผลอีก 0.12 บาท/หุ้น ขึ้น XD 8 พ.ค.69 รวมทั้งปี 68 จ่ายปันผลรวม 0.31 บาท/หุ้น
KEY
POINTS
- ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) มีผลกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 ที่ 4 พันล้านบาท ทำกำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาส ส่งผลให้ทั้งปี 2568 มีกำไรสุทธิ 9.2 พันล้านบาท
- คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท จากผลการดำเนินงาน 1 ต.ค.-31 ธ.ค.2568 และจากกำไรสะสมบางส่วน ขึ้น XD 8 พ.ค.69 จ่าย 26 พ.ค.2569
- เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี เงินปันผลรวมทั้งปี 2568 คิดเป็นอัตราหุ้นละ 0.31 บาท คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น จำนวน 1.07 หมื่นล้านบาท
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/2568 โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 4 พันล้านบาท และกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Normalized Profit) จำนวน 6.1 พันล้านบาท สำหรับ EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนผลประโยชน์เต็มไตรมาสจากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่
จากผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 ส่งผลให้ปี 2568 มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 9.2 พันล้านบาท และกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Normalized Profit) จำนวน 1.92 หมื่นล้านบาท สำหรับ EBITDA ในปี 2568 อยู่ที่ 1.05 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น จำนวน 4.1 พันล้านบาท โดยจ่ายปันผลเป็นเงินสด ทั้งนี้ เงินปันผลดังกล่าวจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
เงินปันผลดังกล่าวจะจ่ายจากผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.2568 และจากกำไรสะสมบางส่วนของบริษัท ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดยวันกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 8 พ.ค.2569 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลคือ วันที่ 11 พ.ค.2569 (Record Date) กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 26 พ.ค.2569
นอกจากนี้ คณะกรรมการมีความเห็นว่า ควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับทราบการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของบริษัท ซึ่งจ่ายไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2568 ในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น จำนวน 6.5 พันล้านบาท (หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด) โดยเงินปันผลดังกล่าวจ่ายจากผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย.2568 และจากกำไรสะสมบางส่วนของบริษัท
ดังนั้น เงินปันผลรวมที่จ่ายจากผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และจากกำไรสะสมบางส่วนของบริษัท คิดเป็นอัตราหุ้นละประมาณ 0.31 บาท คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น จำนวน 1.07 หมื่นล้านบาท (หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด) คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี และ 56% ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เปิดเผยว่า บริษัทปิดไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ด้วยผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่าย One Network ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และด้วย AI First Program เราจะใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความมั่นใจในผลประกอบการตลอดทั้งปี พร้อมการจ่ายเงินปันผลที่มีความยั่งยืน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาฐานผู้ใช้บริการ โดยลดการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานแบบหมุนเวียน (Rotational Gross Adds) และให้ความสำคัญกับลูกค้าคุณภาพ จากการให้ความสำคัญดังกล่าวแม้จะมีปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงก็ตาม จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 578,000 เลขหมาย เป็น 47.5 ล้านเลขหมาย ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 โดยผู้ใช้บริการ 5G มีจำนวนรวม 17.1 ล้านเลขหมาย สำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีจำนวน 3.3 ล้านราย
นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE กล่าวยืนยันความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและมุ่งสู่ระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น
สำหรับผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2568 บริษัทสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทายและปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ด้วยกำไรสุทธิหลังหักภาษีตลอดทั้งปี 2568 จำนวน 9.2 พันล้านบาท เราได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวินัยทางการดำเนินงานและการมุ่งเน้นการเติบโตที่มีกำไรทั้งในธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปีจำนวน 4.1 พันล้านบาท หรือ 0.12 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 104% เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี เงินปันผลรวมทั้งปีมีมูลค่า 1.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของกำไรสุทธิ สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง
ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องด้านวินัยทางการเงิน ได้สร้างจุดแข็งที่ประเมินผลได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่เข้มแข็งขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ ความมุ่งมั่นตามแผนทั้งหมดทำให้เราสามารถส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงตลอดปี 2568 แม้จะเผชิญกับความท้าทายและภาวะเศรษฐกิจมหภาค
ในก้าวต่อไปเรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบดุล และการสนับสนุนการเติบโตในอนาคตที่สร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยยังคงรักษาความสมดุลระหว่างการลงทุนกลยุทธ์หลัก และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย เพื่อยกระดับการเติบโตอย่างมีกำไรต่อเนื่อง
จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน
ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างผลกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนจากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC ในไตรมาส 4/2568 ลดลง 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้จากธุรกิจออนไลน์และธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศที่ลดลง รายได้จากการให้บริการลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
การลดลงของรายได้ค่าเช่าโครงข่ายเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ตั้งแต่เดือน ส.ค.2568 เป็นปัจจัยที่ทำให้รายได้รวมลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการเปิดตัว iPhone
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 28.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการสิ้นสุดค่าเช่าใช้คลื่นความถี่เนื่องจากการหมดอายุสัญญาการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 27.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization)
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากค่าใช้จ่าย outsource และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการประหยัดต้นทุนสุทธิจาก EPL
นับตั้งแต่การควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA จำนวน 8.4 พันล้านบาท สำหรับไตรมาส 4/2568 บริษัทรายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 3.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการได้มาของใบอนุญาตคลื่นความถี่และการประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับทั้งปี 2568 EBITDA เพิ่มขึ้น 7.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.05 แสนล้านบาท อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 67.5% สำหรับไตรมาสนี้ ทั้งนี้ อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage) ของทรู คอร์ปอเรชั่น อยู่ที่ 4.0 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 ลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบทั้งกับปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อน
สำหรับไตรมาส 4/2568 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษี 4 พันล้านบาท บริษัทบันทึกรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-Time Non-Cash Items) จำนวน 2.1 พันล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของเงินลงทุน สินทรัพย์ และค่าความนิยม หักกลบด้วยกำไรจากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีและเงินลงทุนในบริษัทร่วม
เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากรายการครั้งเดียวดังกล่าว กำไรสุทธิหลังหักภาษีมีจำนวน 6.1 พันล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน CAPEX ต่อยอดขาย 24% สำหรับไตรมาสนี้


