posttoday

TOP กำไรปี 68 ทำได้ 1.45 หมื่นล้าน ลุยลดหนี้-รับมือราคาน้ำมันผันผวนปี69

12 กุมภาพันธ์ 2569

"ไทยออยล์" ไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาทตามค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้น พร้อมกำไรทั้งปี 14,584 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กลยุทธ์การลดหนี้ เสริมเสถียรภาพทางการเงิน

KEY

POINTS

  • "ไทยออยล์" ไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาทตามค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้น
  • พร้อมกำไรทั้งปี 14,584 ล้านบาท สะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
  • ควบคู่กลยุทธ์การลดหนี้ เสริมเสถียรภาพทางการเงิน

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เนื่องจากภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด

โดยระดับน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตของ OPEC+ ตามมติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าทางกลุ่มจะมีมติให้ชะลอการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 1/2569 แล้วก็ตาม 

รวมถึงอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอก OPEC+ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน 

ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย ท่ามกลางการเจรจาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง

ค่ากลั่น Q1/69 ดี

ค่าการกลั่นช่วงไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันอากาศยานสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของยุโรปต่อการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันดิบรัสเซีย ทำให้บางประเทศส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังยุโรปได้ลดลง 

ทั้งนี้ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้การผลักดันของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องของโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางการเริ่มดำเนินการของโรงกลั่นขนาดใหญ่ในจีน อินเดีย เม็กซิโก และไนจีเรีย

ไทยออยล์ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆให้เดินหน้าตามแผนงาน มุ่งบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยึดหลัก ESG เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงขององค์กรอย่างยั่งยืน

ค่าการกลั่นหนุนกำไรไตรมาส 4/68

ผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,147 ล้านบาท จากปัจจัยค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าดเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ

ผลจากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลง ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาค

นอกจากนี้ยังมีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหลังปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อนหน้า และกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็ปรับตัวสูงขึ้น จากการชะลอการดำเนินการของผู้ผลิตในภูมิภาค ประกอบกับ กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาที่สูงขึ้น

ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ยกเลิกมาตรการปรับลดกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิต 137,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,461 ล้านบาท

ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการลดระดับหนี้สินและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการลดระดับหนี้สินทั้งสิ้นประมาณ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย การซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนประมาณ 633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวล่วงหน้า จำนวนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ได้รับเงินสดจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจำนวน 18,230 ล้านบาท โดยทางบริษัทนำเงินดังกล่าวไปลดระดับหนี้สินต่อเนื่องผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ อีกจำนวนประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา

ทำให้ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าว จำนวน 4,042 ล้านบาท และยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมซึ่งเกิดจากการต่อรองราคาจากการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 7,371 ล้านบาท

ส่งผลให้ปี 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,625 ล้านบาท.

ข่าวล่าสุด

AOT ฝ่ามรสุมการบิน รายได้ Non-Aviation หด ลุยดึงสายการบิน-รื้อ Duty Free