ตลาดเชื่อมือรัฐบาล "อนุทิน 2" หุ้นไทยฟื้นรอบ 20ปี ดัชนีปีนี้ลุ้น 1,500 จุด
ชัยชนะถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยจุดประกายความหวังใหม่ในตลาดทุนไทย ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมือง "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ชี้หากรัฐบาลเร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ–เดินหน้า TISA อย่างจริงจัง SET ลุ้นแตะ 1,500 จุด พร้อมปลุก Wealth Effect ดัน GDP โตเพิ่ม 1%
KEY
POINTS
- ชัยชนะถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยจุดประกายความหวังใหม่ในตลาดทุนไทย ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด
- "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ชี้หากรัฐบาลเร่งแก้โครงสร้างเศรษฐกิจ–เดินหน้า TISA อย่างจริงจัง SET ลุ้นแตะ 1,500 จุด
- พร้อมปลุก Wealth Effect ดัน GDP โตเพิ่ม 1%
ท่ามกลางความผันผวนที่กดทับเศรษฐกิจไทยมาหลายปี ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับจุดประกายความหวังรอบใหม่ให้ทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างชัดเจน
เสียงสนับสนุนที่มั่นคงของรัฐบาลชุดใหม่ไม่เพียงสะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองที่หายไปนาน แต่ยังกำลังถูกตีความว่าอาจเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญของตลาดทุนไทย
หลังดัชนีกลับมายืนเหนือระดับจิตวิทยาอีกครั้ง พร้อมความคาดหวังว่าชุดนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังจะเดินหน้า อาจปลุกพลังการเติบโตของประเทศให้ฟื้นคืนในรอบทศวรรษ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงหุ้นจะไปไกลแค่ไหน แต่คือรัฐบาลใหม่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ ?
"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ยอมรับว่าผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
"ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด เป็นสัญญาณที่ชัดเจนจากนักลงทุนว่ามีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่จะกลับมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10-20 ปีที่ตลาดมองว่าความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก และมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนต่อเนื่องมาจากช่วงรักษาการ ทำให้ไม่ต้องรอลุ้นตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเหมือนครั้งก่อนๆ นักลงทุนจึงมองว่านี่คือการซื้ออนาคตและความคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างได้"
อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน
โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือ "โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account)" เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม
อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
"ผมเสนอ 5 เงื่อนไขของ TISA มาโดยตลอดเพื่อกระตุ้นตลาดอย่างแท้จริง นั่นก็คือ
1. วงเงิน 5 แสนบาทต่อปี
2. ในช่วง 2ปีแรกเพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 3 แสนบาท
3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG
4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG
5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก"
เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นจะทำให้คนรู้สึกมั่งคั่งขึ้นและกล้าออกมาใช้จ่าย ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคได้โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณ ยกตัวอย่างหาก Market Cap ของไทยเพิ่มขึ้น 10% ส่วนของคนไทยประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท และเกิดการใช้จ่ายเพียง 5% จะมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจทันที 60,000 ล้านบาท
เมื่อรวมผลของ Multiplier ตัวคูณทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าหลายโครงการของภาครัฐ
นั่นหมายความว่า "รัฐบาลไม่ควรมองข้ามผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ."


