posttoday

จับตาหน้าตารัฐบาลใหม่ ดัน SET ปีนี้พุ่ง 1,500 จุด ลุ้นทอง 5,100 ดอลลาร์

10 กุมภาพันธ์ 2569

DBSV เคาะเป้าหุ้นไทย 1,500 จุด รับการเมืองชัดเจน จับตาการจัดตั้งรัฐบาลที่มีภูมิใจไทยเป็นแกนนำ เน้นลงทุนรายตัว DBS แนะกลยุทธ์ The Long Game กระจายพอร์ต ชี้ทองคำลุ้นแตะ 5,100 ดอลลาร์

KEY

POINTS

  • บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (DBSV) ปรับเป้าดัชนีหุ้นไทย (SET) ปีนี้ไปที่ 1,500 จุด โดยมองว่าความชัดเจนทางการเมืองของรัฐบาลใหม่เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ดึงดูดเงินทุนต่างชาติ แนะนำกลยุทธ์ Selective Buy เน้นกลุ่มธนาคาร โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว
  • ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยที่ต้องจับตาคือการส่งผ่านนโยบายของรัฐบาลใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากขึ้น
  • DBS คาดการณ์ราคาทองคำมีโอกาสพุ่งขึ้นสู่เป้าหมาย 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

โลกการเงินในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ทั้งจากแรงกดดันของนโยบายการคลังของสหรัฐฯ ที่ตึงตัว ความผันผวนทางการเมืองระดับโลก และการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

อย่างไรก็ตาม DBS มองว่าภายใต้ความท้าทายเหล่านี้ยังมีโอกาสซ่อนอยู่สำหรับนักลงทุนที่มองเกมระยะยาว หรือ The Long Game และมีการกระจายพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม 

ตลาดหุ้นไทย “จุดเปลี่ยนทางการเมือง” สู่ เป้า 1,500 จุด

นางสาวจันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) หรือ DBSV ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการมีความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติให้เริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิอีกครั้ง หลังจากที่ Underweight มานานถึง 3 ปี เพิ่งจะเป็นซื้อสุทธิในเดือน ธ.ค.2568 และเดือน ม.ค.-ก.พ.2569  

DBSV ปรับเป้าหมายดัชนี SET Index ไปที่ 1,500 จุด โดยอิงจาก Forward PE ที่ 16 เท่า และคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ 7% แม้ว่าการเติบโตของ GDP ไทย (คาดการณ์เติบโต 1.6%) จะยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนที่ 4% แต่ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  

“การเมืองชัดเจนขึ้น ต่างชาติมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น แต่จากนี้ตลาดหุ้นไทยไปจะพุ่งไปเรื่อย ๆ แบบนี้หรือเปล่า ต้องกลับมาดู ที่ fundamental ว่าตอนนี้ GDP ไทย ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ปีนี้เราคาดการณ์เติบโต 1.6% เทียบกับประเทศในอาเซียน เฉลี่ยอยู่ที่ 4% ต่อจากนี้จับตาการจัดตั้งรัฐบาล และต้องดูว่ารัฐบาลเข้ามาแล้วจะส่งผ่านนโยบายอะไรบ้าง ทำให้ fundamental ของไทยแข็งแกร่งขึ้น น่าจะดึงเงิน กลับมาได้มากขึ้น” 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจในตลาดหุ้นไทย ประกอบด้วย 

  • กลุ่มธนาคาร โดดเด่นด้วยการจ่ายเงินปันผลสูง (High Yield) ประมาณ 6-9%
  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะฟื้นตัวตามนโยบายและการลงทุนของรัฐบาลใหม่
  • กลุ่มการท่องเที่ยว ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 35 ล้านคน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของปีนี้
  • กลุ่มเทคโนโลยี/AI แม้ในไทยจะยังมีผู้เล่นน้อยรายและสัดส่วนรายได้จาก AI ยังไม่สูงมาก แต่หุ้นอย่าง DELTA และ GULF ถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องและน่าจับตามอง อย่างไรก็ตามต้องระวังเรื่องราคาที่ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว

นางสาวจันทร์เพ็ญ กล่าวว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะมี Upside อยู่ประมาณ 7% จากระดับปัจจุบัน แต่แนะนำให้ “เลือกลงทุนรายตัว” (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและราคายังไม่ปรับตัวขึ้นมามากจนเกินไป เนื่องจากหุ้นหลายตัวได้แตะราคาเป้าหมายไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา การบริหารพอร์ตการลงทุนในปีนี้จึงต้องอาศัยความระมัดระวัง เน้นความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล และเฝ้าระวังความผันผวนจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด 

จับตาหน้าตารัฐบาลใหม่ ดัน SET ปีนี้พุ่ง 1,500 จุด ลุ้นทอง 5,100 ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แข็งแกร่งด้วยพื้นฐาน แต่ต้องเน้นการกระจายความเสี่ยง

นายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank ในมุมมองของ DBS ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความน่าสนใจในการลงทุนแบบ Absolute Basis เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากตัวเลขการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ดี

ฟองสบู่ AI ความจริงหรือแค่ความวิตก?

หลายฝ่ายกังวลว่ากระแส AI ในปัจจุบันคือ “ฟองสบู่” ที่กำลังจะแตกเหมือนยุค Dot-com ปี 2000 แต่ข้อมูลจาก DBS ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญคือ 

  • กำไรที่จับต้องได้ บริษัท Big Tech ในปัจจุบันมีกำไรเติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double Digit) และมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ต่างจากยุค Dot-com ที่บริษัทส่วนใหญ่ขาดทุน
  • กระแสเงินสด การลงทุน (CAPEX) ของบริษัทอย่าง Microsoft, Google และ Amazon ส่วนใหญ่มาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ไม่ได้มาจากการกู้หนี้ยืมสิน
  • Circular Financing แม้จะมีการหมุนเวียนเงินทุนภายในกลุ่มธุรกิจ AI (เช่น Nvidia ลงทุนใน Startup เพื่อให้กลับมาซื้อชิปของตน) แต่ผู้บริหารมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นในการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “Super Intelligence” ซึ่งเป็นเกมยาวที่เสี่ยงน้อยกว่าการไม่ลงทุน

ในด้านมูลค่า (Valuation) หากพิจารณาจากค่า PEG Ratio หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสารในปัจจุบันยังถือว่าไม่แพงจนเกินไป

เวย์ ฟุก โหว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง AI ที่ถูกมองว่าเป็นฟองสบู่นั้น DBS มองว่าเป็น “Micro-trend” ที่แข็งแกร่งมากและยังไม่ใช่ฟองสบู่ แต่ยอมรับว่าตลาดเริ่มมีความกระจุกตัวสูงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ดังนั้น คำแนะนำสำหรับนักลงทุนคือการกระจายความเสี่ยงออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปยังกลุ่มที่ปลอดภัยกว่า เช่น Healthcare, Consumer Staples และ Software รวมถึงการมองหาโอกาสในตลาดอื่น ๆ อย่างญี่ปุ่นและยุโรป เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว

นอกจากนี้ ภายใต้สถานการณ์ธนาคารกลางหันมาเพิ่มสภาพคล่อง เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ทำให้การถือเงินสด ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม ควรบริหารเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อด้วยการลงทุนในสินทรัพย์จริง การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่ถดถอย นำไปสู่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และ โลหะมีค่า มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเงินเฟ้อ

สำหรับนโยบายการเงิน คาดการณ์ว่า Fed อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงประมาณ 1.25% ภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.50-3.75% 

เอเชีย และ Longevity ขุมทรัพย์ที่ถูกมองข้าม

DBS มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) โดยเฉพาะในเกาหลี จีน และไต้หวัน เนื่องจากคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตสูงถึง 43% จากอานิสงส์ของ AI ที่สำคัญคือหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียยังมีราคาถูกกว่าฝั่งสหรัฐฯ มาก เช่น Alibaba ที่มี PE เพียง 16 เท่า เมื่อเทียบกับ Amazon ที่มี PE 30 เท่า 

นอกจากนี้ เทรนด์ Longevity (การมีอายุยืนยาว) ยังเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาวในกลุ่ม Healthcare ซึ่งเป็นกลุ่ม Defensive ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและกำลังได้ประโยชน์จากการนำ AI เข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์

กลยุทธ์ตราสารหนี้ เลี่ยงความผันผวนด้วย “Liquid Plus”

เมื่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวลดลง เงินสดและเงินฝากใน Money Market Fund ที่มีอยู่มหาศาลกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์จะเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ แต่ DBS เตือนว่าในปี 2569 เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) จะมีความชันขึ้น ทำให้ตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงด้านราคาสูง

DBS จึงแนะนำกลยุทธ์ “Liquid Plus” โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (1-3 ปี) ระดับ Investment-Grade ซึ่งให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำกว่าพอร์ตตราสารหนี้แบบดั้งเดิม

ทองคำขาขึ้นระยะยาวสู่เป้า 5,100 ดอลลาร์

ด้านสินทรัพท์ทางเลือก สินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงหนุนจากการพักรบทางการค้า และการลดดอกเบี้ย โลหะอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทองแดง และแร่หายาก ดูมีความได้เปรียบจากความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ 

ขณะที่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ DBS มีมุมมองเชิงบวก (Bullish) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2023 โดยมองเป้าหมายราคาทองคำอาจพุ่งสูงถึง 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองคำประกอบด้วย

  • การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากแนวทางนโยบายเศรษฐกิจที่อาจมีความเฉพาะตัวมากขึ้นหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ทองคำเพื่อรักษามูลค่า
  • หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ปริมาณหนี้ที่มหาศาลทำให้ทองคำมีความน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด (Scarce asset) เมื่อเทียบกับพันธบัตรสหรัฐฯ
  • นโยบายการเงิน การหยุดลดขนาดงบดุลของ Fed (Quantitative Tightening) และการกลับมาเพิ่มสภาพคล่องในระบบ เป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำ

กลยุทธ์การลงทุนในทองคำ แนะนำให้มีสัดส่วนทองคำในพอร์ตประมาณ 5-10% สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,300-4,500 ดอลลาร์ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Leverage สูง เนื่องจากความผันผวนในระยะสั้นที่อาจทำให้เกิด Margin Call ได้

จับตาหน้าตารัฐบาลใหม่ ดัน SET ปีนี้พุ่ง 1,500 จุด ลุ้นทอง 5,100 ดอลลาร์

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด สเปอร์ส พบ นิวคาสเซิ่ล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 10 ก.พ.69