การเมืองไทย-เงินทุนไหลเข้า หนุนดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน “ร้อนแรง”
FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (มี.ค.69) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” จับตาแรงหนุนจากสถานการณ์การเมืองไทย และเงินทุนไหลเข้า ส่วนเศรษฐกิจถดถอยและเงินบาทผันผวนฉุด
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มีนาคม 2569) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 156.60
- ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นที่สำคัญที่สุดคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ ตามมาด้วยการไหลเข้าของเงินทุน
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นสูงสุดสู่ระดับ “ร้อนแรงอย่างมาก” ขณะที่นักลงทุนนักลงทุนบุคคล อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนธันวาคม 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 19-31 ธันวาคม 2568) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มีนาคม 2569) ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 156.60
ผลสำรวจเดือนธันวาคม 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 8.2% อยู่ที่ระดับ 102.67 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ขณะที่กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับเพิ่ม 12.0% อยู่ที่ระดับ 140.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับเพิ่ม 12.8% อยู่ที่ระดับ 133.3 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับเพิ่ม 100.0% อยู่ที่ระดับ 200.00 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
ทั้งนี้ นักลงทุน มองว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ การไหลเข้าของเงินทุน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รองลงมา คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ
ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (BANK) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (FASHION)
ในเดือนธันวาคม 2568 ดัชนี SET ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางการเมืองหลังมีการประกาศยุบสภา ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ความผันผวนในตลาดหุ้นโลกจากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และแรงซื้อขายหลักทรัพย์เบาบางก่อนในช่วงสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากความชัดเจนทางการเมืองหลังกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ การประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ลง 0.25% เหลือ 1.25% และ FED ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% อยู่ที่ระดับ 3.50-3.75%
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ปิดที่ 1,256.67 จุด อยู๋ในระดับใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 31,474 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 6,202 ล้านบาท โดยมูลค่ารวมทั้งปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 107,097 ล้านบาท
ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สัญญาณที่ชัดเจนขึ้นของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ และธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและจีนซึ่งมีความสำคัญต่อภาคส่งออกของไทย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งในอเมริกา-เวเนซูเอลา จีน-ไต้หวัน และกัมพูชา-ไทย
ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าซึ่งกระทบต่อการส่งออก ความต่อเนื่องและประสิทธิผลของนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐ ความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การบริโภคภาคเอกชนหลังช่วงเทศกาล และการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน


