Digital ID ปลดล็อกตลาดทุนไทย สร้างความเชื่อมั่นใหม่ยุคธุรกรรมดิจิทัล
ประธานบอร์ด ตลท. ชี้ Digital ID และ AI คือรากฐานความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ประเมินสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ลดต้นทุนบริษัทจดทะเบียน จุดเริ่มต้นการปฏิรูปโครงสร้างข้อมูลของประเทศ
KEY
POINTS
- ประธานบอร์ด ตลท. ชี้ Digital ID และ AI คือรากฐานความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย
- ประเมินสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ลดต้นทุนบริษัทจดทะเบียน
- จุดเริ่มต้นการปฏิรูปโครงสร้างข้อมูลของประเทศ
ในโลกการเงินยุคใหม่ "เทคโนโลยี" ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มความสะดวกสบายอีกต่อไป หากแต่เป็นรากฐานของความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นหัวใจของตลาดทุน
ตลาดทุนไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญโจทย์สำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางความซับซ้อนของธุรกรรม ความเร็วของข้อมูล และความเสี่ยงใหม่ๆที่เกิดจากโลกดิจิทัล
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "เทคโนโลยีและความน่าเชื่อถือ ในการทําธุรกรรมดิจิทัลเพื่อส่งเสริมตลาดทุน" ยอมรับโดยดุษฎีว่าการนำเทคโนโลยี อย่าง Digital ID และ AI เข้ามาใช้อย่างเป็นระบบจึงไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มวันนี้!
ข้อมูลจาก McKinsey & Company ชี้ชัดว่า การใช้ Digital ID อย่างเต็มรูปแบบสามารถสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 3-13% ของ GDP
สำหรับประเทศไทย คาดว่าภายในปี 2573 (ค.ศ.2030)
- จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 354,000 ล้านบาท
- และในกรณีศักยภาพสูง อาจแตะระดับ 1.58 ล้านล้านบาท
ประหยัดต้นทุนบริษัทจดทะเบียน
Digital ID ช่วยลดต้นทุนจากเอกสาร การตรวจสอบ และกระบวนการทางกฎหมายที่ซ้ำซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ
- บริษัทขนาดเล็ก (Small Cap) ประหยัดได้ 17.5 – 52.5 ล้านบาทต่อปี
- บริษัทขนาดกลาง ประหยัดได้ 87.5 – 350 ล้านบาทต่อปี
- บริษัทขนาดใหญ่ ประหยัดได้ 525 – 1,750 ล้านบาทต่อปี
นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี แต่คือขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย
ประยุกต์ใช้ Digital ID ใน 6 มิติสำคัญของตลาดทุน
McKinsey ระบุว่า Digital ID สามารถสร้างคุณค่าได้ใน 6 ด้านหลัก ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดทุนไทย
- การพิสูจน์ตัวตนทางกายภาพ การทำธุรกรรม การเปิดบัญชี การทำ KYC และการซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถดำเนินการได้โดย ไม่จำเป็นต้องพบหน้ากัน
- การพิสูจน์ตัวตนทางดิจิทัล ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน เพิ่มความถูกต้อง และในอนาคต Blockchain อาจช่วยลดข้อโต้แย้งด้านเอกสารและหลักฐาน
- การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ เช่น เงินปันผล การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี TISA หรือ RMF ซึ่งสามารถเชื่อมต่อจนถึงการยื่นภาษีออนไลน์แบบจบในขั้นตอนเดียว
- การใช้งานด้านการเงิน ครอบคลุมการโอนเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการจ่ายเงินปันผลอย่างปลอดภัย
- การเข้าถึงบริการทางดิจิทัลแบบองค์รวม นักลงทุนสามารถเห็นภาพรวมทรัพย์สิน การลงทุน ที่ดิน หรือประกันภัยทั้งหมด ลดปัญหาการสูญหายของข้อมูลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
- การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Open Data) เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ เช่น แรงงาน พาณิชย์ และมหาดไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพเชิงนโยบาย
ความท้าทายเชิงโครงสร้างการเปลี่ยนผ่าน
แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่การนำไปใช้จริงยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ
- กระบวนการแก้กฎหมายที่ล่าช้า การเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นได้เมื่อมีวิกฤต เช่น ช่วงโควิด
- ระบบเอกสารซ้ำซ้อน หน่วยงานรัฐจำนวนมากยังไม่เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้ต้องเซ็นรับรองเอกสารนับร้อยหน้า ทั้งที่ข้อมูลมีอยู่แล้วในหน่วยงานกลาง
- แรงต้านจากระบบราชการ การลดขั้นตอนหรือ “กิโยตินกฎระเบียบ” ทำได้ยาก เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง
- ธุรกิจนอกระบบและปัญหาภาษี ประเทศไทยมีธุรกิจนอกระบบถึง 49% และภาษีนิติบุคคลกว่า 33% มาจากเพียง 800 บริษัท จากกว่า 900,000 บริษัท
เทคโนโลยีดิจิทัลคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งผลักดันการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง ทั้งทางด้าน
- AI เพื่อการกำกับดูแล วิเคราะห์ผลประกอบการและความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรม เพื่อเตือนนักลงทุนล่วงหน้า ลดโอกาสเกิดกรณีซ้ำรอยในอดีต
- การใช้ e-paper เต็มรูปแบบ ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เปลี่ยน Annual Report และการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนและทรัพยากร
- โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศ รัฐควรลงทุนสร้าง ระบบกลาง ให้ SME และบริษัทจดทะเบียนเชื่อมต่อได้โดยไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน
- Cyber Security เป็นวาระแห่งชาติ ตลาดทุนคือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ถูกโจมตีตลอดเวลา ความปลอดภัยต้องมาก่อนทุกเรื่อง
- สร้างความเชื่อมั่นทางกฎหมาย ให้ทุกฝ่ายยอมรับว่าการพิสูจน์ตัวตนและการโต้แย้งในระบบดิจิทัลมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์
จากตลาดทุน สู่การปฏิรูปประเทศ
การนำร่อง Digital ID จะเริ่มจากตลาดทุนก่อน เพราะสามารถขอความยินยอมจากผู้ลงทุนได้โดยตรง และสามารถดำเนินการได้โดย ไม่ต้องแก้กฎหมาย
ความท้าทายสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลางของประเทศ หากรัฐลงทุนอย่างจริงจัง เชื่อมข้อมูลจากมหาดไทย คลัง เกษตร และแพลตฟอร์มภาครัฐต่างๆ
"รัฐบาลจะสามารถใช้ข้อมูลนี้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด ตั้งแต่สวัสดิการ ไปจนถึงการเยียวยาภัยพิบัติ."


