posttoday

ชงเข้ม! "ภาดล" เสนอ 3 มาตรการ Quick Win ตอบโจทย์ตลาดหุ้นไทย

07 ตุลาคม 2568

ตลาดหุ้นไทยไร้แรงดึงดูดเงินทุนในประเทศและต่างชาติไหลเข้า "ภาดล วรรณรัตน์" จัดยกเครื่องแนวคิด Quick Win 3 ข้อฟื้นศรัทธานักลงทุน ดัน EPS ทะลุ 100 บาท พร้อมปลุกเม็ดเงินใหม่เข้าระบบทุนไทยก่อนสายเกินไป

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยไร้แรงดึงดูดเงินทุนในประเทศและต่างชาติไหลเข้า
  • "ภาดล วรรณรัตน์" จัดยกเครื่องแนวคิด Quick Win 3 ข้อฟื้นศรัทธานักลงทุน ดัน EPS ทะลุ 100 บาท
  • พร้อมปลุกเม็ดเงินใหม่เข้าระบบทุนไทยก่อนสายเกินไป

นับเกือบ หนึ่งทศวรรษแห่งความเงียบงันในตลาดหุ้นไทย เสน่ห์ที่เคยดึงดูดนักลงทุนกลับค่อยๆจางหายไปพร้อมกับ "ความเชื่อมั่น" และ "เงินทุนต่างชาติ" ที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง

ย้อนภาพตลาดหุ้นไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2563 - 2568 ดัชนีปิดสูงสุด 1,713.20 จุดในวันที่ 18 ก.พ.2565 และปิดต่ำสุด 1,024.46 จุด วันที่ 23 มี.ค.2563

โดยมีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 175,296.31 ล้านบาท วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 และต่ำสุดที่ 17,321.58 ล้านบาทในวันที่ 28 มีนาคม 2568

  • 2563 ดัชนี 1,449.35 จุด ลดลง -130.49 จุด คิดเป็น -8.26%
  • 2564 ดัชนี 1,657.62 จุด เพิ่มขึ้น 208.27 จุด คิดเป็น 14.37%
  • 2565 ดัชนี 1,668.66 จุด เพิ่มขึ้น 11.04 จุด คิดเป็น 0.67%
  • 2566 ดัชนี 1,415.85 จุด ลดลง -252.81 จุด คิดเป็น -15.15%
  • 2567 ดัชนี 1,400.21 จุด ลดลง -15.64 จุด คิดเป็น -1.10%
  • 2568 ดัชนี 1,293.61 จุด ลดลง -106.60 จุด คิดเป็น -7.61%

เมื่อตลาดถดถอย เงินในกระเป๋าหดหาย เสียงเรียกร้องให้รัฐ "ลุกขึ้นกอบกู้ตลาดทุน" ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนรัฐบาล!

และในปีนี้ก็เช่นกัน เมื่อประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนเกมทางการเมืองอีกครั้ง จาก "นายกฯอุ๊งอิ๊งค์" แพทองธาร ชินวัตร สู่ "นายกฯหนู" อนุทิน ชาญวีรกุล ผู้นำคนที่ 32 ของประเทศ ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ผู้นำคนใหม่ในปี 2569 อีกครั้ง

โพสต์ทูเดย์ ได้ฟังมุมคิด "ภาดล วรรณรัตน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าระยะเวลาในการดำรงอยู่ของรัฐบาลจะสั้นหรือยาวหากทำงานอย่างมีประสิทธิภาพย่อมสำเร็จได้

พร้อมเสนอมาตรการเร่งด่วน (Quick Win) ที่จำเป็นในการฟื้นฟูตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจโดยรวม 3 ข้อหลักที่ควรดำเนินการเพื่อกระตุ้นตลาดทุนไทย ดังนี้

1. เศรษฐกิจของประเทศต้องดี

ตลาดหุ้นจะดีได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจของประเทศดีก่อน ซึ่งต้องพึ่งพิงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ แม้จะดำเนินการภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน แต่นี่คือมาตรการ Quick Win ที่จะดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นภาคการบริโภค, ภาคการท่องเที่ยว และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าทั้ง 3 เรื่องสามารถทำได้เร็ว เนื่องจากมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว

2. กำไรบริษัทจดทะเบียนต้องเติบโต

ความเชื่อมั่นต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องด้วยกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไม่ไปไหนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี EPS เฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทต่อหุ้น

ดังนั้นหากกำไรของบริษัทจดทะเบียนทำได้มากกว่า 100 บาท ตลาดหุ้นไทยจึงจะกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้น หาก EPS เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นไทยจะ "ถูกลง" ซึ่งจะช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้า

โดยโครงการต่างๆของตลาดหลักทรัพย์ อาทิ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือที่เรียกว่า "โครงการ จั๊มพ์พลัส (JUMP+)" ที่เชิญชวนให้บริษัทเข้ามาร่วมเพื่อเพิ่มศักยภาพของกำไร ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันเรื่องนี้

ดังนั้นข้อเสนอเพิ่มเติม รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ เช่น การลดภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) ให้เป็นโบนัสแก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการและสามารถเพิ่มผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ได้จริง

3. เม็ดเงินใหม่ๆไหลเข้าตลาดทุน

จำเป็นต้องมีการสนับสนุนให้เม็ดเงินใหม่ๆ ไหลเข้าสู่ตลาดทุน อย่าง โครงการที่รัฐบาลกำลังผลักดัน เช่น กองทุน ESGX และโครงการออมเงินระยะยาว หรือที่เรียกว่า "โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account)" ถูกกล่าวถึงว่าเป็นกลไกในการดึงดูดเม็ดเงินใหม่ 

แต่หากต้องการกระตุ้นตลาดหุ้นอย่างแท้จริง "โครงการ TISA" ควรโฟกัสไปที่การซื้อ "หุ้น" โดยตรง เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ควรให้แตกย่อยไปหลายทางเลือก เช่น ตราสารหนี้ผสม เพราะหากมีทางเลือกอื่น คนไทยมีนิสัย "ขี้กลัว" อาจเลือกซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากกว่า เช่น ตราสารหนี้ ทำให้การกระตุ้นตลาดหุ้นไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี โครงการ TISA ควรผลักดันให้เกิดขึ้นได้ภายในปี 2568 นี้ เพราะกังวลว่ามาตรการด้านภาษีที่เกี่ยวข้องอาจดำเนินการไม่ทันภายในช่วงเวลาจำกัดของรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่ซับซ้อน

"หากสามารถผลักดันทั้ง 3 มาตรการดังกล่าวข้างต้นได้สำเร็จ โดยเฉพาะข้อ 1 และ 2 ซึ่งเป็นตัวดึงดูดเงินต่างประเทศ ตลาดหุ้นไทยจะสามารถไปทดสอบที่ระดับ 1,400 จุดได้ไม่ยาก หาก EPS ทำได้ 100 บาท จะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) เพียง 14 เท่า ถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่เทรด P/E อยู่ที่ประมาณ 15.5 เท่า โดย TISA จะทำหน้าที่เป็น "ตัวเร่ง" ให้ตลาดปรับขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น"

ท้ายที่สุด คุณภาดล อยากให้กระทรวงการคลังช่วยกระตุ้นตลาดทุน โดยเล็งเห็นว่าตลาดทุนเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่ดี การที่ตลาดหุ้นซบเซามานานส่งผลให้ไม่มีเม็ดเงินใหม่ไปซื้อสินค้าอื่น เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

หากคลังมองเห็นและกระตุ้นให้ถูกจุด เพื่อให้ความมั่งคั่ง (Wealth) ของนักลงทุนเพิ่มขึ้น จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ นอกจากนี้ นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นก็สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้ด้วยเช่นกัน.

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?