
ส่งออกไทยดีกว่าคาด-จับตาเฟดหั่นดอกเบี้ยต่อ เคาะกรอบหุ้น 1,450-1,470 จุด
ติดตามท่าที FED คืนนี้ลุ้นส่งสัญญาณหั่นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี บล.พายชี้ส่งออกไทยดีกว่าคาด หุ้นไทยแกว่งกรอบ 1,450-1,470 จุดเน้นเก็งกำไรระยะสั้น บล.ไอร่าชี้โครงดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท-เม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์ไหลเข้าเดือนตุลาคมนี้หนุนตลาดขึ้นต่อ
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.พาย ระบุว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 0.7% โดย Dow Jones , S&P500 อ่อนตัวลงหลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยไม่ได้มีปัจจัยกระทบอย่างมีนัยยะเป็นเพียงแรงทำกำไร ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 2.6% หลังมีสัญญาณว่าความขัดแย้งในลิเบียเริ่มคลี่คลายลง
เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ รายงานยอดขายบ้านมือหนึ่งที่ 7.16 แสนหลังคาเรือน ดีกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 6.9 แสนหลังคาเรือน พร้อมกับสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลง 4.5 ล้านบาร์เรล ดีกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล ตลาดตอบรับเชิงบวกเล็กน้อยสะท้อนการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดย CME FED Watch ล่าสุดหันมาให้น้ำหนักราว 57% ที่ FED จะปรับลดดอกเบี้ย 0.50% โดยที่น้ำหนักลดดอกเบี้ย 0.25% อยู่ที่ 42.6% แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อคืนจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่ตัวเลขอื่นๆ ยังเห็นการอ่อนแอ อาทิ ภาคผลิตต่ำกว่าระดับ 50 อัตราการว่างงานที่เริ่มขยับขึ้น
สำหรับปัจจัยในประเทศวานนี้กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกประจำเดือน ส.ค. ขยายตัว 7%YoY ดีกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 6%YoY พร้อมกับเกินดุลการค้า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดีกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ว่าจะทรงตัว สินค้าส่งออกภายในที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ยางพารา (+65%YoY) อาหารทะเลกระป๋อง (+20%YoY) อาหารสัตว์เลี้ยง (+25%YoY) ด้านสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ ได้แก่ รถยนต์ (+0.4%YoY) เครื่องคอมพิวเตอร์ +75%YoY มองเป็นบวกกับหุ้น STA, TU, ITC, HANA, SVI
โดยกระแสเงินทุนวานนี้พบว่านักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิ 555 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการ พร้อมกับ Short อีกราว 1.79 หมื่นสัญญา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 2 วันทำการ ในส่วนของตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดแล้ว 14.7% ส่งผลให้ในแง่ Earnings Yield Gap กลับลงมาใกล้เคียงค่าเฉลี่ย บ่งชี้ว่าระดับ Valuation เริ่ม ไม่อยู่ในจุดที่ถูกมากนัก นักลงทุนจึงอาจเพิ่มความระมัดระวังต่อการลงทุนมากขึ้น
ปัจจัยติดตามคืนนี้ ได้แก่ ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 2.24 แสนราย รวมถึงมีกำหนดแถลงจากประธาน FED และ ECB เชื่อว่านักลงทุนจะติดตามสัญญาณด้านดอกเบี้ย วันนี้ (26 ก.ย.67) ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,470 จุด ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นด้วย Valuation ที่เริ่มไม่อยู่ในจุดที่ถูก โดยช่วงนี้เป็นลักษณะ Trading ระยะสั้นมากกว่าจะเป็นกลยุทธ์สะสมระยะยาว
โดยหุ้นแนะนำระยะสั้น ได้แก่ หุ้นที่ยังปรับขึ้นน้อยและมีปัจจัย การเติบโตของกำไร อาทิ (ITC, TU, BEM, AOT, M, MINT) ส่วนกลุ่มอื่นๆที่น่าสนใจท่ามกลางเงินบาทแข็งค่า ราคาพลังงานพร้อมกับดอกเบี้ยปรับลงได้แก่ โรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC, GULF)
ส่วนหุ้นแนะนำวันนี้ คือ BEM (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 10.00 บาท) กำไรสุทธิ 2Q24 อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท (+14%YoY, +28%QoQ) หากตัดรายการพิเศษ กำไรจากค่าเงิน 19 ล้านเหรียญ อีกทั้งยังมีการตั้งด้อยค่า Oliver 30 ล้านเหรียญ ส่งผลให้กำไรปกติอยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านบาท (+22%YoY, 19%QoQ)
TU (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 18.30 บาท) แนวโน้ม 2H24 คาดว่าจะยังเห็นการเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและครึ่งปีแรก จากธุรกิจอาหารแปรรูป (Ambient) และอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Foods) ขณะที่ในแง่ต้นทุนราคาปลาทูน่าแม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1H24 แต่ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้
ติดตามท่าที FED
บล.ไอร่า ระบุว่า คาดตลาดวันนี้ “Sideways” ตลาดจะติดตามการกล่าวถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะคุณเจอโรม พาวเวล ในค่ำคืนนี้คาดว่านักลงทุนบางส่วนคาดจะชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอพิจารณาท่าทีของ FED ในระยะถัดไป อย่างไรก็ดีคาดว่า FED จะส่งสัญญาณถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปในช่วงที่เหลือของปี มองจะเป็นปัจจัยหนุนทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ในระยะถัดไป
อีกทั้งยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางการเงิน-คลังของจีน คาดจะช่วยหนุนเศรษฐกิจจีนและเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดจีน เป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อทิศทางตลาดในภูมิภาค รวมทั้งฝ่ายวิเคราะห์ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อเร่งออกโครงดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทที่จะเริ่มทยอยออกมาแล้ว รวมทั้งเม็ดเงินจากกองทุนวายุภักษ์ที่คาดจะเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. มองเป็นปัจจัยหนุนทิศทางตลาดหุ้นไทยได้ต่อ
ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อการรายงานตัวเลขส่งออกของไทยเดือน ส.ค. ออกมาเติบโต 7% มากกว่าที่ตลาดคาดโดยขยายตัวทุกหมวดสินค้า และตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้เงินบาทในช่วงที่ผ่านมาจะแข็งค่า มองเป็น Sentiment เชิงบวกหนุนทิศทางหุ้นในกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (KCE และ HANA) และส่งออกอาหารสัตว์ (AAI และ ITC) ฟื้นตัวกลับขึ้นได้ อย่างไรก็ตามคาดการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบหลังปัญหาการเมืองภายในลิเบียมีสัญญาณที่ดีขึ้น บ่งชี้แนวโน้มลิเบียมีโอกาสกลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันอีกครั้งคาดจะกดดันทิศทางหุ้นในกลุ่มพลังงานได้
โดยหุ้นแนะนำซื้อสะสม “ITC” คาดจะได้รับ Sentiment เชิงบวกจากรายงานตัวเลขส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเดือน ส.ค. เติบโตขึ้น 25% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 อีกทั้งคาดผลประกอบการ 2H’67จะสามารถเติบโตขึ้นได้ต่อเนื่องจากการปรับขนาดและราคาสินค้าให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น คาดจะส่งผลให้ปริมาณ-ยอดขายของ ITC ขยายตัวขึ้นได้ต่อ คาดจะหนุนทิศทางราคา ITC ฟื้นตัวกลับขึ้นได้ มองแนวรับ 21.10 / 20.80 Target 22.50 / 24.70 Stop <20.20 บาท
หุ้นทางเทคนิค
“BGRIM” แนะนำซื้อสะสม/ย่อซื้อ แนวรับ 23.75 / 23.25 บาท Target 26.00 / 30.00 บาท Stop <22.70 บาท
“SAMART” แนะนำถือ/ซื้อสะสม แนวรับ 6.85 / 6.75 บาท Target 7.50 / 7.70 บาท Stop <6.60 บาท
“TC” ซื้อสะสม แนวรับ 8.20 / 8 บาท Target 8.70 / 9.50 บาท Stop <7.90 บาท







