
ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ซบเซา” หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน
FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า (ต.ค.67) อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” หลังความขัดแย้งระหว่างประเทศ นโยบายการเงินเฟด และเศรษฐกิจในประเทศถดถอย ฉุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย-ภาคท่องเที่ยว หนุน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกรกฎาคม 2567 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 60.40 ปรับลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา”
ผลสำรวจ ณ เดือนกรกฎาคม 2567 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 11.3% มาอยู่ที่ระดับ 83.10 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ปรับเพิ่ม 96.9% มาอยู่ที่ระดับ 112.50 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับลด 17.4% มาอยู่ที่ระดับ 90.91 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับลด 55.6% อยู่ที่ระดับ 33.33 อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซาอย่างมาก”
ทั้งนี้ นักลงทุน มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมา คือ นโยบายการเงินของ FED และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ
ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)
สำหรับในช่วงกรกฎาคม 2567 ตลาดทุนได้รับข่าวดีจากการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อสหรัฐที่ปรับตัวลดลงส่งผลต่อความคาดหวังที่ FED จะลดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการเริ่มใช้มาตรการของตลาดหลักทรัพย์ในการใช้ Uptick rules สำหรับการทำ Short sell และความคืบหน้าของโครงการ Digital Wallet ถึงแม้ว่าได้รับผลกระทบจากการที่ World Bank ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2567 เหลือ 2.4% จากที่เคยประมาณการที่ 2.8% เมื่อ เม.ย.2567 และสถานการณ์ด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน
SET Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2567 ปิดที่ 1,320.86 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2567 อยู่ที่ 44,162 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,576 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิกว่า 117,559 ล้านบาท
ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินของ FED ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทิศทางการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกลอบยิง และ โจ ไบเดน ประกาศถอนตัวจากการเข้าร่วมชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ผลของมาตรการตลาดทุนจีนที่จะกระตุ้นความเชื่อมั่นนักลงทุน อาทิ การควบคุม short sell และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และสถานการณ์ทางการเมืองที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ







