posttoday

ย้อนมหากาพย์หนี้ 8 ปี "รถไฟฟ้าสายสีเขียว"

26 กรกฎาคม 2567

เดินมาถึงบทสรุปของมหากาพย์หนี้ "รถไฟฟ้าสายสีเขียว" เมื่อ "ศาลปกครองสูงสุด" สั่ง "กทม.-กรุงเทพธนาคม" จ่ายหนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 11,750 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยภายใน 180 วัน

     ในที่สุด "รถไฟฟ้าสายสีเขียว" ก็เดินทางมาถึงบทสรุปแห่งมหากาพย์ที่ยาวนานถึง 8 ปีหากอิงตามข้อมูลที่ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กก่อนหน้านี้จะเห็นว่า กรุงเทพมหานคร(กทม.)เป็นหนี้ "บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC" สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย รวมดอกเบี้ยประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท โดยหนี้งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M หรือ Electrical and Mechanical) เช่น อาณัติสัญญาณ สื่อสาร ระบบตั๋ว และประตูกั้นชาลา เป็นต้น ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท เริ่มมีตั้งแต่พ.ศ.2559 และเพิ่มขึ้นเมื่อขยายเส้นทางยาวขึ้น 

     รวมถึง หนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา (O&M หรือ Operation and Maintenance) ที่รวมค่าเช่าขบวนรถไฟฟ้าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เริ่มมีตั้งแต่พ.ศ.2560 เมื่อเปิดเดินรถช่วงสถานีสำโรง-สถานีปู่เจ้าสมิงพราย ในวันที่ 3 เมษายน 2560 ซึ่งหนี้เพิ่มมากขึ้นเมื่อเปิดเดินรถจากสถานีปู่เจ้าสมิงพราย-สถานีเคหะสมุทรปราการ ในวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ตามด้วยการเปิดเดินรถจากสถานีหมอชิต-สถานีห้าแยกลาดพร้าว ในวันที่ 9 สิงหาคม 2562 และจากห้าแยกลาดพร้าว-สถานีคูคต ในวันที่ 16 ธันวาคม 2563

ย้อนมหากาพย์หนี้ 8 ปี "รถไฟฟ้าสายสีเขียว"

     จากวันนั้นจนถึงวันนี้(26 ก.ค.2567) ที่ "ศาลปกครองสูงสุด" สั่งให้ "กรุงเทพมหานคร(กทม.) และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด(KT)"ชำระหนี้ค่าจ้างงานเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง(O&M)รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายให้ "บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS" จำนวน 11,750 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยที่ "BTS" ให้บริการระหว่าง พ.ศ. 2562 - 2564 ภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

     นี่คือข่าวดีของ BTS แต่คำถาม คือ "กทม. และ กรุงเทพธนาคม" จะนำเงินจากไหนมาจ่าย ? 

     ย้อนกลับไปฟังคำพูดของ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)พูดก่อนหน้านี้ว่า "เรื่องเงินต้องคุยกันอีกครั้ง กทม.พยายามใช้งบประมาณต่างๆอย่างจำกัด เพื่อให้มีเงินเหลือไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน ซึ่งการตั้งงบประมาณในปี 2568 เรายังตั้งงบประมาณเท่าเดิม คือ 90,000 ล้านบาท เนื่องจากยังมีคดีอื่นที่ค้างอยู่ ทั้ง คดีรถดับเพลิงที่ยังจอดอยู่ที่แหลมฉบัง อีกประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นเรื่องในอดีตจะเห็นได้ว่าต้องเตรียมงบประมาณเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน"

     นั่นอาจสะท้อนความจริงที่ว่า "กทม." อาจมีเงินไม่มากพอที่จะเคลียร์หนี้ทั้งหมดภายใน 180 วันใช่หรือไม่ เหตุเพราะสิ่งที่ต้องจ่ายมีอีกเยอะมาก แถมต้องกันไว้เผื่อฉุกเฉินอีกต่างหาก แต่คำสั่งศาลฯคือ "จ่ายก็คือต้องจ่าย" แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อก็คือ มีทางออกไหนบ้างที่ กทม.จะสามารถทำได้ หนึ่งในนั้นคือ "การเจรจา" เพื่อหาทางออกร่วมกันกับ BTS

     แล้ว . . ทางออกที่ดีนั้นคืออะไร ?

     การต่ออายุสัมปทาน คือคำตอบที่ "โดนใจ" ใช่หรือไม่ ? 

     ทราบกันดีว่า สัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว เส้นหลัก นั่นก็คือ สายสุขุมวิทและสายสีลม ที่จะหมดอายุใน พ.ศ.2572" นี่คือสิ่งที่ยืดเยื้อ "ต่อ หรือ ไม่ต่อ" จากที่ง่ายกลับยากและยังต้องลุ้นต่อว่าจะจบเช่นไร 

     ไม่รอช้า!! ผู้สื่อข่าวโพสต์ทูเดย์ รีบยกหูโทรศัพท์เพื่อสอบถามความชัดเจนถึงทางออกที่ควรจะเป็นกับผู้มีอำนาจที่จะสามารถเคลียร์ชัดทุกคำถามได้ นั่นก็นายใหญ่ "คุณคีรี กาญจนพาสน์" แต่เสียงปลายสายนั้นกลับมีเพียงให้ฝากข้อความไว้เท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา รีบเปลี่ยนจุดหมายติดต่อไปหานายน้อย "คุณกวิน กาญจนพาสน์" ติดต่อได้แต่ไร้การตอบรับ "...."

     แต่ในวันที่มีการประชุมผู้ถือหุ้น BTS มีคำถามเช่นกันว่า หาก กทม.ไม่มีเงินจ่ายหนี้จะทำเช่นไร ? 

ภาพในงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้น "บีทีเอสกรุ๊ปฯ" ประจำปี 2567

      คุณคีรี ตอบเพียงสั้นๆว่า "ยังไม่รู้ ต้องรอดูท่าทีของ กทม. ว่าจะทำอย่างไร"

     หากว่า "กทม. จ่ายหนี้สำเร็จ!" สมมุติ BTS ได้เงินตามนั้นจริง และนำไปชำระหนี้แน่นอนว่าจะดีต่องบการเงิน ซึ่ง บล.บัวหลวงมองว่าอัตราส่วน D/E ณ สิ้นปี 24/25 จะลดลงเหลือ 2.6 เท่า จากคาดการณ์เดิมที่ 2.7 เท่า และช่วยลดดอกเบี้ยจ่ายได้ราว 300 ล้านบาทต่อปี นี่เป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไร แต่ถึงกระนั้นแนวโน้มกำไรของ BTS ยังไม่น่าตื่นเต้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากการรับรู้ผลขาดทุนจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพูที่เพิ่งเปิดให้บริการ

     หากแต่ กทม.ไม่สามารถชำระหนี้เองได้ดังที่กล่าวในข้างต้นนั้น กทม.อาจจะต้องขยายสัมปทานให้ BTS และปล่อยให้ BTS รับภาระหนี้แทน กทม. และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด 

     หรือหาก กทม.สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ ทาง "BTS" ยังคงทำหน้ารับจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวไปจนถึง พ.ศ. 2585 ซึ่งทาง กทม.จะสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารได้เอง และรายได้ทั้งหมดจะเป็นของ กทม. แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงทั้งหมดเช่นกัน 

     ไม่ว่าทางออกจะเป็นเช่นไร เชื่อว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะต้องกระจ่างชัด ไม่ว่าจะจ่ายหนี้ หรือ ต่ออายุสัมปทานก็ตามที

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?