posttoday
ไฮซีซั่นท่องเที่ยว-เบิกจ่ายงบฯหนุนหุ้นไทยฟื้น ชี้ผจก.คนใหม่ชัด มิ.ย.นี้

ไฮซีซั่นท่องเที่ยว-เบิกจ่ายงบฯหนุนหุ้นไทยฟื้น ชี้ผจก.คนใหม่ชัด มิ.ย.นี้

06 มิถุนายน 2567

"ภากร ปีตธวัชชัย"คาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังฟื้นรับเที่ยวไทยเข้าไฮซีซั่น-เบิกจ่ายงบฯหนุนยาว ปลื้มโรดโชว์ฮ่องกง กองทุนสนใจ ชี้"ผู้จัดการ ตลท."ชัดเจนภายใน มิ.ย.นี้ ด้าน"ศรพล ตุลยะเสถียร"คาดดอกเบี้ยสหรัฐฯทรงตัวสูงเหตุกดเงินเฟ้อไม่ลง พร้อมจับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า

     ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะฟื้นตัวดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากการท่องเที่ยวเข้าสูงช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 4/67

     อีกทั้ง งบประมาณภาครัฐบาลที่เบิกจ่ายได้ในช่วงไตรมาส 4/67และไตรมาส 1/68 ซึ่งยังไม่รวมถึงปีงบประมาณปีนี้ที่คาดว่าน่าจะเบิกจ่ายได้ในช่วงต้นปีหน้าเช่นกัน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯหากมีสัญญาณการปรับตัวลดลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในตลาด Emerging Market

     ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างไร และความสามารถทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างไร ส่วนประเด็นการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาการเข้าลงทุนของต่างชาติ หากตัวเลขเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นจะสะท้อนมายังดัชนีตลาดหุ้นไทยเช่นกัน 

     กรณีความเห็นต่างเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยระหว่างรัฐบาลและแบงก์ชาตินั้น มองว่าเป็นปัจจัยรองเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจว่าจะเติบโตอย่างไร ทั้งความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Healthcare , Tourism , FOOD ซึ่งผมมองว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญ มากกว่าปัจจัยการเมืองหรืออัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน
     
ความคืบหน้า ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์คนใหม่ ?

     ผมคาดว่าภายในเดือน มิ.ย.นี้จะทราบความชัดเจน เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสรรหาและคัดเลือก

สรุปผลโรดโชว์ ฮ่องกง

     การโรดโชว์ที่ฮ่องกง มีกองทุนรายใหญ่เข้าร่วมกว่า 3,000 กองทุน อาทิ กองทุน Balrog , กองทุน JPMorgan เป็นต้น โดยประเด็นที่กองทุนให้ความสนใจหนึ่งในนั้นคือเรื่องการเมือง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมีการสอบถามมาเช่นกัน ทาง ตลท.ได้อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือเศรษฐกิจไทยจะโตอย่างไรและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเป็นอย่างไรมากกว่า

     อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งที่แตกต่างกันในเรื่องความเห็นของภาครัฐ กับ ธปท. คือ เรื่องเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 2.5% ถือว่าต่ำมาก จะขึ้นหรือลงสำหรับผมมองว่าไม่ได้มากถ้าเทียบในช่วงอัตราดอกเบี้ยสูงๆ ดังนั้นเรื่องความขัดแย้งเรื่องความเห็นนี้ไม่ตรงกันนั้นสำหรับผมมองว่าเป็นปัจจัยรองมากกว่าการที่เราจะมาดูว่าเรื่องเศรษฐกิจไทยจะโตแบบไหน เรามีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งการส่งออกดีขึ้น ความสามารถในการทำไรของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นแม้มีต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Healthcare , Tourism , FOOD หรือขนส่ง ถือว่าฟื้นตัวดี ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่าเรื่องการให้น้ำหนักเรื่องการเมืองและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน

     นอกจากนี้ในส่วนของมาตรการ ตลท.ทั้งหมดที่ออกมาในช่วงนี้ทำเพื่อวัตถุประสงค์ 3 อย่าง คือ 1.ทำให้การเข้าถึงตลาดทุนอย่างเท่าเทียมกัน 2.การควบคุมไม่ให้ราคาเคลื่อนไหวมากเกินไป และ 3.การป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมหรือการซื้อขายแบบผิดกฎหมาย ผิดกับสิ่งที่ ตลท.กำหนดไว้ เช่น Naked Short Selling , Spoofing เป็นต้น ซึ่งพอได้อธิบายกับทางกองทุนก็เข้าใจและเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว 

     สิ่งที่กองทุนแต่ละแห่งให้คำแนะนำ คือ อยากให้ ตลท.สื่อสารกับกองทุนในต่างประเทศมากขึ้น มีการรับฟังว่าในแต่ละมาตรการในแต่ละวิธีที่เราทำจะมีผลกระทบอะไรบ้าง บางอย่างเขาบอกเลยว่าหากทำมาตรการแบบนี้ ต้องมีการบอกล่วงหน้า และขอให้รับฟังว่าผลกระทบแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร

 

จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า

     ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลท.ได้ร่วมโรดโชว์ที่ฮ่องกง มีผู้ลงทุนกองทุนใหญ่ๆเข้าร่วมกว่า 3,000 กองทุน โดยรวมได้รับอัพเดทนโยบายท่านนายกฯ มุมมองเศรษฐกิจ และตลาดทุน จุดขายสำคัญของไทยคือ 1.ไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศที่มาค้าขาย สะท้อนยอด BOI บริษัทต่างชาติสูงกว่าปีก่อนๆกว่า 100% 2.อธิบายเรื่องมาตรการ ตลท.ที่ออกมาเพื่อป้องกันแบบเฉพาะ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้รับผลกระทบ และ 3.ไทยเป็นแหล่งของ Green Energy ถือเป็นจุดแข็งของไทย

     สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยลดลง 1.6% จากเดือนก่อนหน้าผลจากท่าทีที่ชัดขึ้นว่าเฟดยังคงดอกเบี้ยสูงไปอีกระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจไทยหลายตัวแม้ไม่สูงมากแต่ถือว่าสูงกว่าคาดค่อนข้างเยอะ อาทิ ตัวเลข GDP , ส่งออก และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/67

     สิ่งที่ต้องติดตามต่อ คือ "การประชุมเฟด" ในสัปดาห์หน้าคงต้องรอคอนเฟิร์มตัวเลขต่ออีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งตลท.คาดว่าเฟดยังคงดอกเบี้ยในระดับสูง ถ้าจำกันได้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยปีนี้ราว 2-3 ครั้ง แต่ปัจจุบันคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง และเอียงไปทางลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้งในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อกดไม่ลง ผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในฝั่งตะวันออกกลางและทะเลแดง 

     ประกอบกับรายงานของ IMF ล่าสุดปริมาณการขนส่งสินค้าในการส่งออกของประเทศต่างๆผ่านช่องทาง Suez Canal ซึ่งจะตัดผ่านสถานการณ์ความวุ่นวาย และ Cape of Good Hope จะอ้อมไปไกลแต่ไม่ผ่านกลุ่มประเทศสงคราม สิ่งที่เห็นคือในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้มีการขนส่งไปยัง Cape of Good Hope มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการค้าขายระหว่างประเทศยอมเดินเรือในเส้นทางที่อ้อม ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันและ ค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อ ทั้ง สหรัฐฯ ยุโรป และไทยยังไม่ปรับลดลง ซึ่งอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯตั้งไว้ต่ำกว่า 2% ปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% นั่นจึงเป้นสาเหตุที่ว่าเฟดน่าจะคงดอกเบี้ยต่อในระดับสูงเพื่อกดเงินเฟ้อลง 

     ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตามต่อคือตัวเลขการว่างงานสหรัฐฯประกาศที่ผ่านมาออกมาแย่กว่าคาด แปลว่ามีสองตัวเลขที่ชี้ทิศทางที่เฟดควรจะทำแต่ชี้ไปคนละด้าน คือ เงินเฟ้อที่กดไม่ลงเฟดก็ควรคงดอกเบี้ยต่อ สะท้อนว่าปีนี้อาจไม่ลดเลย หรืออาจลดในช่วงเดือน ธ.ค.67 โดยเฉพาะก่อนเลือกตั้งมองว่าไม่น่าจะมีอะไรที่หักทิศทางเพราะอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานที่ลดลงเยอะอาจจะทำให้มีการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาที่ควรให้น้ำหนักเรื่องการจ้างงานหรือจีดีพีสหรัฐฯมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อ ดังนั้นช่วงสัปดาห์นี้อาจต้อง wait & see ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาณของเฟดหรือไม่ ถ้าเฟดยังไม่ลดดอกเบี้ย ตลาด Emerging Markets ยังไม่คึกคัก

     ด้านเศรษฐกิจจีนมีสัญญาณฟื้นตัวแต่ยังคงอ่อนแอโดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI)ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นแต่ PMI ภาคบริการลดลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกซึ่งเป็นตัวชี้วัดของอุปสงค์ที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่ผู้ส่งออกใช้กลยุทธ์หั่นราคาสินค้าเพื่อรักษายอดขายในต่างประเทศ อย่างไรก็ดีรัฐบาลจีนประกาศมาตรการรักษาเสถียรภาพและกระตุ้นตลาดหุ้น

     ขณะที่ประเทศไทย ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/2567 ขยายตัว 1.5% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 0.8% หลังได้รับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว ส่วน GDP ปี 2567 คาดไว้ที่ 2.5% ซึ่งน่าจะค่อยๆขยับตัวดีขึ้น 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์