
รู้ก่อนซื้อ! GULF สตอรี่แน่น 5โบรกส่องกำไรทั้งปีสวยแกร่ง
GULF อวดกำไรปี 66 แตะ 14,858 ล้านบาท เติบโต 30% รับกำลังผลิตไฟฟ้าพุ่ง ทยอยเดินเครื่องโครงการในมือต่อเนื่อง พร้อมซดกำไร INTUCH กว่า 6 พันล้านบาท ใจป้ำแจกปันผลอีก 0.88 บาท ขึ้น XD 28 ก.พ.นี้ พร้อมชูเป้ารายได้ปี 67 โต 25-30% ฟาก 5 โบรกแห่สแกนกำไรทั้งปีสวยแกร่ง
ราคาหุ้น GULF ปิดการซื้อขายเช้านี้(16 ก.พ.2567) อยู่ที่ 43.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท คิดเป็น +0.58% มูลค่าการซื้อขาย 184.64 ล้านบาท ระหว่างวันราคาขึ้นไปสูงสุด 43.75 บาท และลดลงต่ำสุด 43.00 บาท
บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประกาศผลประกอบการปี 66 มีกำไร 14,858 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปี 65 ที่มีกำไร 11,418 ล้านบาท มีรายได้รวม (Total Revenue) อยู่ที่ 116,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จาก 95,076 ล้านบาทในปี 65 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 15,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จาก 12,098 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
การเติบโตดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าภายใต้กลุ่ม IPD หน่วยที่ 1 และ 2 รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 1,325 เมกะวัตต์ โดยมี Load Factor เฉลี่ยที่ 90% ในปี 2566 โครงการโรงไฟฟ้า DIPWP ในประเทศโอมานที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 326 เมกะวัตต์ตั้งแต่ต้นปี 66 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Mekong ในประเทศเวียดนามที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 128 เมกะวัตต์ในเดือนก.ค. 66 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภายใต้ GULF1 ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการไปแล้วจำนวน 110 เมกะวัตต์ ประกอบกับการรับรู้รายได้เต็มปีของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD ที่เปิดดำเนินการครบทั้ง 4 หน่วยเรียบร้อยแล้ว จำนวนรวม 2,650 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ปลายปี 65
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของธุรกิจพลังงานยังเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย SPP 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไร Core Profit เพิ่มขึ้นจาก 1,435 ล้านบาทในปี 65 เป็น 3,097 ล้านบาทในปี 66 เพิ่มขึ้น 1,661 ล้านบาท หรือ 116% จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งราคาค่าก๊าซเฉลี่ยปรับตัวลดลงจาก 494.8 บาท/ล้านบีทียูในปี 65 เป็น 385.4 บาท/ล้านบีทียูในปี 66 ขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 0.40 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 65 เป็น 0.89 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมงในปี 66
อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 3 โครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation รับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit เพิ่มขึ้น 174% จากจำนวน 324 ล้านบาทในปี 65 เป็น 889 ล้านบาทในปี 66 ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของโครงการดังกล่าว ซึ่ง GULF ได้เข้าลงทุนไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 65 ประกอบกับโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG มีกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก 170 ล้านบาทในปี 65 เป็น 263 ล้านบาทในปี 66 หรือเพิ่มขึ้น 55% จากต้นทุนราคาไม้เฉลี่ยที่ลดลงจาก 1,036 บาท/ตันในปี 65 เป็น 869 บาท/ตันในปี 66 ขณะที่ราคาค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 0.25 บาท/กิโลวัตต์ในปี 2565 เป็น 0.72 บาท/กิโลวัตต์ในปี 66
อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกดังกล่าวบางส่วนถูกชดเชยโดยส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ที่ประเทศเยอรมนี เนื่องจาก GULF ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการนี้ลงจาก 50.00% เหลือ 24.99% โดยจำหน่ายหุ้นในสัดส่วน 25.01% ให้กับ Keppel Group เมื่อเดือนธ.ค. 65
ในปี 66 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จาก PTT NGD จำนวน 396 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากผลขาดทุนจำนวน 128 ล้านบาทในปี 65 จากราคาต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และรับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จำนวน 241 ล้านบาท จากโครงการบริหารจัดการท่าเทียบเรือสาธารณะเพื่อขนถ่ายสินค้าเหลว (Thai Tank Terminal) ที่ได้เข้าลงทุนในเดือนธันวาคม 65 นอกจากนี้ GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร Core Profit จากการลงทุนใน INTUCH จำนวน 6,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,445 ล้านบาท หรือ 31% จาก 4,656 ล้านบาทเมื่อปี 65 โดยสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS
GULF มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 66 จำนวน 35,370 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับ 29,138 ล้านบาทในปี 65 และกำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในปี 2566 (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) อยู่ที่ 14,858 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จาก 11,418 ล้านบาทในปี 65
ณ วันที่ 31 ธ.ค. 66 GULF มีสินทรัพย์รวม 459,514 ล้านบาท หนี้สินรวม 315,410 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 144,104 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.69 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.56 เท่า ณ วันที่ 31 ธ.ค.65 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากจำนวนหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 35,000 ล้านบาท ในปี 2566 ประกอบกับการเบิกเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อลงทุนในโครงการ GPD
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 ในวันที่ 4 เม.ย.67 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.66 ในอัตรา 0.88 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิเท่ากับ 78.1% โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 ก.พ.67 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 เม.ย.67 (XD 28 ก.พ.67 )
ปี 67ชูเป้ารายได้โต 25-30%
นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ของกลุ่ม GULF1 จะทยอยเปิดดำเนินการเพิ่มอีกจำนวน 120 เมกะวัตต์ในปีนี้ ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar Farms With Battery Energy Storage Systems: Solar BESS) ภายในประเทศ มีแผนที่จะทยอยเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 5 โครงการในปลายปี 2567 โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 532 เมกะวัตต์
GULF เล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของภาครัฐในปัจจุบันที่จะมุ่งสู่พลังงานสะอาด โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกฟผ. เพื่อพัฒนาและดำเนินโครงการ Solar Farms และ Solar BESS จำนวนรวม 24 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าตามสัญญารวมทั้งสิ้น 2,396 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567 – 2572 และลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกฟภ. เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมจำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 20 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569
นอกจากนี้ ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ GULF จะนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าหินกองหน่วยที่ 1 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ ซึ่งนับเป็นเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่นำ LNG เข้ามาในประเทศ โดยการนำเข้า LNG นี้เป็นไปตามแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศ อันจะช่วยลดความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศอีกด้วย
ส่วนความคืบหน้าของโครงการภายใต้ธุรกิจดิจิทัลยังคงเป็นไปตามแผน โดยธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ภายใต้แพลตฟอร์ม Binance TH by Gulf Binance ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแก่ผู้ใช้งานทั่วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดที่ประมาณ 30% ในปี 2567
ขณะที่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) นั้น อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีแผนที่จะเปิดให้บริการเฟสแรกในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 จำนวน 20 เมกะวัตต์ ซึ่งศูนย์ข้อมูลดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดธุรกิจบริการด้านดิจิทัลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง สำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) GULF มีแผนร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีทั้งช่องทาง ฐานลูกค้าและข้อมูล โดยจะนำเทคโนโลยีมาช่วยดำเนินการและสร้างบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการให้บริการ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าที่อยู่นอกระบบธนาคารพาณิชย์ และจะส่งผลให้ Virtual Bank เติบโตได้ในอนาคต
กำไรธุรกิจหลักต่ำกว่าคาด
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า กำไรสุทธิของ "GULF" ในไตรมาส 4/66 อยู่ที่ 4.7 พันล้านบาท (-12% yoy, +42% qoq) ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดเอาไว้ โดยบริษัทมีการบันทึกกำไรพิเศษ 1.2 พันล้านบาท ผลจากการกลับรายการสำรอง 700 ล้านบาท หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากรณี ITV ออกมา
อีกทั้ง กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 600 ล้านบาท และผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้จากอนุพันธ์ของบริษัทร่วม และ JVs 100 ล้านบาท แต่หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว กำไรจากธุรกิจหลักจะอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท (+16% yoy, -17% qoq), ต่ำกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ 17% ซึ่งฝ่ายฯเชื่อว่าเป็นเพราะค่าใช้จ่าย SG&A สูงเกินคาด และค่าความพร้อมจ่าย (Availability payment) ของ IPPs ต่ำกว่าที่คาดไว้
นอกจากนี้ GULF ยังประกาศจ่ายเงินปันผล 0.88 บาท/หุ้น (กำหนดขึ้น XD วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2024 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 25 เมษายน 2024) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 2%
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มองกำไรจากธุรกิจหลักในไตรมาส 4/66 เพิ่มขึ้น yoy จากรายได้ equity income (PTTNGD, Jackson )กำไรจากธุรกิจหลักเพิ่มขึ้น yoy จากรายได้ equity income ที่เพิ่มขึ้นจาก PTTNGD (พลิกเป็นกำไรจากที่ขาดทุนในไตรมาส 4/65 เพราะ margin เพิ่มขึ้นจากการที่ต้นทุนก๊าซลดลง) และ Jackson (มีกำไรพิเศษจากค่าชดเชย) ในขณะเดียวกัน
สัดส่วน SG&A/ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 5.1% จาก 3% ในไตรมาส 3/66 และ 4.2% ใน 4/65 เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล
ปี67กำไรธุรกิจแกร่ง
ฝ่ายฯคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในไตรมาส 1/67 จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้ง yoy และ qoq โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น yoy จะมาจากการเริ่ม COD ของโครงการ GPD unit 1-2, หินกอง unit 1 ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้น qoq จะเป็นเพราะค่าใช้จ่าย SG&A ลดลง และ IU margin ของ SPP เพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนก๊าซลดลง ฝ่ายฯคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง yoy ในปี 67 เนื่องจากกำหนด SCOD ของโครงการ IPP ซึ่งได้แก่ GPD unit 3 (464MWe เดือนมีนาคม 2024), GPD unit 4 (464MWe เดือนตุลาคม 2567) และ หินกอง unit 1 (385MWe เดือนมีนาคม 2567) และ IU margin ของ SPP ดีขึ้น
โดยราคาหุ้น GULF ในปัจจุบันคิดเป็น P/E ปี 2024F ที่ 27x และ P/BV ที่ 3.8x P/BV(ค่าเฉลี่ยระยะยาว -1.5S.D.) ฝ่ายฯมองว่าปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจะมาจากความคืบหน้าของคดีเกี่ยวกับโครงการพลังงงานลมที่ยังคาอยู่ที่ศาลปกครอง และการทำประชาพิจารณ์แผน PDP ปี 2567 คาดว่าจะจัดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2567 ให้ราคาเป้าหมายตาม BB consensus อยู่ที่ 56.02 บาท
กำไรโตต่อ
บล.ฟิลลิป แนะนำซื้อ “GULF” ราคาพื้นฐานที่ 58 บาท กำไรในไตรมาส 4/66 ออกมา 4,763 ล้านบาทโตตามคาด เพิ่มขึ้น 42% Q-Q โดยหลักเนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม โดยส่วนแบ่ง core profit เพิ่มขึ้น 14% Q-Q ได้แก่ 1) ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH เพิ่มขึ้น 29% Q-Q จากประเด็นข้อพิพาทกรณีไอทีวี
2) จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 78% Q-Q เนื่องจากมีกำไรพิเศษ 3) จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เยอรมันที่เข้าสู่ ช่วง High Season +361% Q-Q
ทั้งนี้แม้โรงไฟฟ้าในไทยจะทำได้ เพียงทรงตัว โดยมีรายได้จากการโครงการใหม่ช่วยชดเชยรายได้ที่ลดลงของลูกค้าอุตสาหกรรม แต่ยังมีกำไรจาก FXและ Hedging ช่วยหนุนอีกประมาณ 545 ล้านบาททำให้กำไรสุทธิโตได้ Q-Q แต่ลดลง Y-Y เนื่องจากปีที่แล้วมีกำไรจาก FX ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ในแง่ Core Profit ยังโตได้ต่อเนื่อง +0.3% Q-Q และ 17% Y-Y
ในระยะสั้นทางฝ่ายฯยังมองบวกจากกำไรที่ยังโตได้ และระยะยาวยังมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาหนุนต่อเนื่อง
ผ่ากำไรปี 67-68
บล.เคจีไอ แนะนำซื้อ GULF ให้ราคาเป้าหมาย 55 บาท ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิในปี 2567-2568 จะโต 24% YoY และ 16% YoY ตามลำดับ โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2567F ของเราสอดคล้องกับตลาด แต่ต่ำกว่าเป้าของผู้บริหารที่ 25-30% YoY เล็กน้อย โดยปัจจัยกระตุ้นจะมาจากการรับรู้กำไรเต็มปีของ GPD Unit1-2, เริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานของ GPD Unit 3-4, โครงการ IPP หินกอง เฟส 1 และโครงการอื่นๆที่อยู่ใน pipeline
โดยฝ่ายฯคาดว่ากำไรหลักในไตรมาส 1/67 เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น QoQ จะเป็นเพราะปัจจัยฤดูกาล (SG&A ลงลง, อุปสงค์การใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น, ค่า AP ของ IPPs สูงขึ้น) และ margin ของ SPPs เพิ่มขึ้น ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้น YoY จะมาจากการรับรู้กำไรเต็มปีจาก GPD Unit1-2 ฝ่ายฯคิดว่าค่า Ft ที่เพิ่มเป็น 0.40 บาท/kWh (+0.19 บาท/kWh) จะมีน้ำหนักมากกว่าราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นเป็นราว 365 บาท/mmbtu (+25 บาท QoQ)
อย่างไรก็ดี ฝ่ายฯมองว่าการเติบโตของ GULF น่าจะราบรื่นมากขึ้น และ โดดเด่นในอีก 5 ปีข้างหน้า จากโครงการที่อยู่ใน pipeline ทั้งในธุรกิจสื่อสาร และ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้ GULF แตกต่างจากหุ้นอื่นในกลุ่ม และทำให้ทั้ง ROE และ ROA ดีตามไปด้วย ทั้งนี้ GULF จะจ่ายเงินปันผลปี 2566 ที่ 0.88 บาท/หุ้น (XD 28 กุมภาพันธ์ 2567) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 2%
Q1/67 กำไรฟื้น
บล.กรุงศรี พัฒนสิน แนะนำ Trading Buy หุ้น GULF ให้ราคาเป้าหมาย 50 บาท มอง Neutral ต่อกำไรสุทธิไตรมาส 4/66 ที่ 4,763 ล้านบาท (-12% YoY , +42% QoQ) ใกล้เคียงคาด หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติ 4,012 ล้านบาท (+21% y-y, -5% q-q) สูงกว่าคาด 9% จาก service income (one-time) และอัตรากำไร IPP บวก SPP ดีกว่าคาด
กำไรโต YoY ได้โรงไฟฟ้าใหม่ทยอย COD/M&A และธุรกิจ INTUCH บวก PTTNGD ที่อัตรากำไรฟื้นตัว ส่วนลด QoQ เพราะอัตรากำไรขายไฟ IU ลดตามค่า ft และส่วนแบ่งกำไรฯ INTUCH ลดลง ฝ่ายฯมองกำไรจะกลับมาฟื้น QoQ ในไตรมาส 1/67 ตามค่าความพร้อมจ่าย(AP)ของโรง IPP ที่ฟื้นตัว คงมุมมองกำไรปกติ 2567 โตสูง YoY ต่อเนื่องตามการทยอย COD เพิ่มขึ้น 20% YoY
ทั้งนี้บริษัทประกาศปันผล 0.88 บาท/หุ้น คิดเป็น yield ราว 2% ขึ้น XD 28 ก.พ.67
โรงไฟฟ้าโดดเด่น
บล.ไอร่า (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 67 อยู่ที่ 63.50 บาท (SOTP) โดย GULF ประกาศผลการดำเนินงานปกติในช่วงไตรมาส 4/66 ทรงตัว qoq แต่ยังมีโอกาสเติบโตทั้งจากธุรกิจไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานและดิจิตอล
ส่วนแนวโน้มปี 2567-2576 ธุรกิจไฟฟ้ายังเติบโตโดดเด่น จากทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน คาดจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 6,711 MWe ในปี 2566 เป็น 10,794 MWe ในปี2576 โดยมีโครงการที่น่าสนใจ เช่น โครงการ GULF PD กำลังผลิตติดตั้งรวม 2,650 MW ที่ทยอยเปิดดำเนินงานในปี 2566 และ 2567, โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐฯ และโอมาน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ลาว, อังกฤษ, เยอรมัน และเวียดนาม







