
ระส่ำ! ขึ้นดอกเบี้ย-หั่นGDPเหลือ 2.8% หุ้นไทยเอาไง ?
บอร์ด กนง. เคาะขวาขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2.5% มีผลทันที พร้อมหั่นเป้า GDP เหลือ 2.8% จาก 3.6% ฟาก 4 โบรกส่ายหน้าหวั่นหุ้นไทยร่วงได้อีก
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ระบุว่า กนง. ปรับลด GDP ปีนี้ลงจากเหลือ 2.8% จาก 3.6% จากการปรับลดการลงทุนและยอดส่งออก แต่ปรับการบริโภคขึ้น ขณะที่ GDP ปีหน้าปรับเพิ่มเป็น 4.4% จาก 3.8% จากฐานต่ำปีนี้ โดยมีการปรับการบริโภคและยอดส่งออกขึ้น
ส่วนผลการประชุม กนง. แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.50% แต่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ผลการประชุมวันนี้จึงไม่ส่งผลต่อ Bond Yield ในตลาดมากนัก โดยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี ยังปรับตัวลง -3bps. และ -4 bps. ตามลำดับ
ด้วยแนวโน้มการบริโภคที่โตต่อเนื่อง และการส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. เราคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด Downside ให้กับ Domestic play ในระยะถัดไปได้ เช่น ค้าปลีก อาหารเครื่องดื่ม ไฟแนนซ์ รวมถึงกลุ่ม REIT
ทั้งนี้กลุ่มธนาคารเริ่มฟื้นตัวในช่วงบ่าย หลัง กนง.ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2.50% ส่งผลให้มีโอกาสที่ธนาคารจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นในระยะถัดไป และเป็นบวกให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขยับขึ้น นอกจากนั้น แนวโน้มกำไร 3Q66 คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น YoY เป็นปัจจัยช่วยหนุนการฟื้นตัว แนะนำ "สะสม" BBL, KBANK, SCB
ขึ้นดอกเบี้ยฉุดเป้าร่วงอีก 71 จุด
ฝ่ายวิจัย บล. เอเซีย พลัส ระบุว่า กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขึ้นสู่ระดับ 2.5% จุดสูงสุดของวัฎจักรดอกเบี้ย จะกดดันให้ Market Earning Yield Gap (MEYG) ของตลาดหุ้นไทยแคบลง เสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงสู่ฐาน 1,475 / 1,460 จุด
ทั้งนี้การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมักจำกัด Upside ของตลาดหุ้นไทยเสมอ การขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% Target SET ปลายปี 2566 มีโอกาสย่อตัวลง 71 จุดจากเดิม 1595 จุด สู่ระดับ 1524 จุด อย่างไรก็ตาม SET Index ตอบรับมาในระดับหนึ่งแล้ว จากที่ SET ปรับตัวลงราว 82 จุด จากจุดยอดที่ 1579 จุด ในช่วงปลายเดือน ส.ค.66 จนถึงปัจจุบัน
ด้านธนาคารกลางจีน(PBOC) รายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน เน้นดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้ง รักษาสภาพคล่องและการขยายตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ดียังคงส่งเสริมการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่ในระดับแข็งแกร่ง เป็นบวกต่อกลุ่ม China play เช่น SCGP TOP และ KCE
ส่วนพรุ่งนี้ติดตามการประชุมทาวน์ฮอลล์ของนาย พาวเวล ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย หลังรอบการประชุมที่ผ่านมา พาวเวลส่งสัญญาณว่า FED อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แนวต้านรอดูด่านแรก 1500-1505 จุด
แบงก์ เฮ!
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ระบุเช่นกันว่า ตามที่ฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนนี้ว่า การประชุม กนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.50% เพื่อสกัดเงินเฟ้อทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนของการบริโภคและภาคธุรกิจในทางกลับกันคาดหนุนให้สกุลเงินท้องถิ่นชะลอการอ่อนค่าซึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาแรงกดดันทางด้าน Fund flow ด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย
อีกทั้งส่งผลบวกให้กลุ่มแบงค์และ Big Cap. อื่น ๆ จะหนุนตลาด, ช่วยลดแรงกดดันด้าน Fund-flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย
ทางฝ่ายมองการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยของ กนง.นั้น แม้ในภาพรวมคาดถูกปรับลง แต่คาด กนง.ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการบริโภคเอกชนสอดรับกับการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 5.8%y-yและ 7.8%y-yใน 1Q66 และ 2Q66 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามปัจจัย อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันด้าน NPL และจะกดดันต่อ Sentiment ตลาดหุ้นผ่านต้นทุนการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์, ไฟแนนซ์ ในภาคบ่ายนี้ ทางฝ่ายจึงแนะนำ Trading ในหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวสนับสนุน, หุ้นธีมท่องเที่ยวรับนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้าไทยในช่วงวันชาติจีน, และหุ้นที่มี High Season ในช่วง 4Q66 เช่นกลุ่ม ICT เป็นต้น
ดบ.ขาขึ้นฉุดเป้าปีนี้วูบ
นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า กนง.มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย อีก 0.25% จะทําให้เกิดปรากฏการณ์ PE contraction ต่อภาพตลาดหุ้นจนทําให้ระดับดัชนี SET ที่เหมาะสมในกรณีดีสุดของเราถูกกดลงมาที่ระดับ 1515 จุด และน่าจะเป็นปัจจัยทําให้ Bond yield ของไทยทรงตัวสูงต่อไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ Bond yield ระยะสั้น
ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงแนะนําหลีกเลี่ยงกลุ่ม Rate-sensitive อย่างกลุ่ม Finance และ Residential รวมถึงกลุ่ม Bond-like อย่าง REIT / IFF / Utilities ต่อไป จากภาพ Yield gap ที่ลดลงต่อเนื่อง







