posttoday
เก็ง 7 หุ้น รับอานิสงส์ “ราคาสินค้าโภณภัณฑ์” ดีดตัวแรง

เก็ง 7 หุ้น รับอานิสงส์ “ราคาสินค้าโภณภัณฑ์” ดีดตัวแรง

15 กันยายน 2566

คัดมาให้ 7 หุ้นน่าลงทุน รับผลบวกราคาสินค้าโภณภัณฑ์ “ค่าระวางเรือ-ราคายาง-น้ำตาล-น้ำมันดิบ” ปรับขึ้นแรงตั้งแต่ต้น ก.ย.66 หลังอุตสาหกรรมขั้นปลายทั้งตลาดในและต่างประเทศฟื้นตัว หนุน Demand ครึ่งหลังปี 66 พุ่ง

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.2566 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity ปรับขึ้นแรงเกือบทุกชนิด จากสาเหตุการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมขั้นปลายทั้งตลาดในและต่างประเทศ หนุน Demand เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ ในช่วงครึ่งหลังปี 2566 เป็นต้นไป 

โดยค่าระวางเรือ (BADI) ปรับขึ้น 9.2% (mtd) ดีต่อหุ้นกลุ่ม Logistic อาทิ PSL, TTA, WICE, III และ SJWD ซึ่งผลประกอบการช่วงครึ่งหลังปี 2566 มีโอกาสดีกว่าครึ่งปีแรก จากการเข้าสู่ช่วง HIgh season ของหุ้นกลุ่มนี้

สำหรับราคายางแท่ง/ยางแผ่น ปรับขึ้น 3.5%-6% (mtd) จากความคาดหวังได้แรงเสริมจากมาตรการภาครัฐฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคายาง ดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออกยาง อาทิ STA, TRUBB และ NER

เช่นเดียวกัน ราคาน้ำตาล ปรับขึ้น 5% (mtd) จากรัฐบาลอินเดียเตรียมประกาศห้ามส่งออกน้ำตาลฤดูกาลหน้า (ต.ค.2566) ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่สุดของโลกหนุน Supply ลดลง ดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออกน้ำตาล อย่าง KSL และ KTIS

และ ราคาน้ำมันดิบ BRENT WTI ปรับขึ้น 4.3%-4.6% (mtd) จากความกังวลภาวะน้ำมันตึงตัวจากกลุ่ม OPEC+ ประกาศปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มฯ ลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2566 รวมถึงการประกาศขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดิอาระเบียโดยสมัครใจจำนวน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่เดือน ก.ค. ล่าสุดได้ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจออกไปจนถึงสิ้นปี 2566 เช่นกัน ทำให้ซาอุดิอาระเบียจะผลิตน้ำมันที่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน อีกทั้งในส่วนของรัสเซียก็ประกาศว่าจะลดการส่งออกน้ำมัน 3 แสนบาร์เรลต่อวัน ไปถึงสิ้นปี 2566 ด้วย 

จากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นมุมมองการควบคุมระดับราคาโดยผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกให้อยู่ในระดับที่พึงพอใจราว 85-95 เหรียญฯต่อบาร์เรล (กำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ คิดเป็นประมาณ 40% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลก) 

ประกอบกับช่วงสั้นๆ ยังมีแรงหนุนจากความคาดหวังว่าความต้องการการใช้น้ำมันจะฟื้นตัว หลังมีรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนที่ค่อยๆ ดีขึ้น รวมถึงความคาดหวังเศรษฐกิจโดยรวมของโลกจะฟื้นตัว อีกทั้งล่าสุดกลุ่มโอเปก คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในตลาดโลกปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 2.44 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 102.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในปี 2567 คาดอุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 2.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 104.31 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ดังนั้นทุกประเด็นก็ล้วนเป็นปัจจัยบวกหนุนราคาน้ำมันให้ยังอยู่ในกรอบสูง ซึ่งถือเป็นผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มผู้ผลิตและสำรวจปิโตรเลียมหลักที่มีรายได้แปรผันตามราคาปิโตรเลียม ได้แก่ PTTEP รวมถึงกลุ่มโรงกลั่นที่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบโดยปกติแล้วจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นตาม ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบัน supply น้ำมันสำเร็จรูปที่ออกจากโรงกลั่นค่อนข้างตึงตัว อีกทั้งผู้ประกอบการต่างมี inventory ที่ต่ำ จึงส่งผลให้ค่าการกลั่นในปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง 10-14 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งภาพรวมค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูงก็เป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในกลุ่มโรงกลั่น ทั้ง TOP, SPRC, BCP, ESSO, PTTGC, IRPC 

ดังนั้น ราคา commodity ปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.2566 และมี momentum ปรับตัวขึ้นต่อ จาก Demand ที่โอกาสฟื้นตัว และ Supply ที่หดหาย กลยุทธ์การลงทุนเน้นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว ชอบ III, SJWD, STA, NER, KSL, PTTEP และ TOP เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท