
พลังงานวิ่งวุ่นหาแหล่งก๊าซฯ โรงไฟฟ้าส่ออ่วมต้นทุนพีค
โบรกแห่สแกนจุดแข็งหุ้นพลังงาน หลังวิ่งวุ่นหาแหล่งก๊าซ LNG เหตุแหล่งก๊าซต่างประเทศปิดซ่อมนาน หั่นกำลังผลิตทำต้นทุนพุ่ง ผู้บริหาร PTT คอนเฟิร์มไร้ปัญหา เชื่อครึ่งหลังกลุ่มโตต่อ PTTEP ลงนามขายการลงทุนทั้งหมดในแหล่งก๊าซออสเตรเลีย
ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น PTT วันนี้(22 ส.ค.66) ณ เวลา 15.32 น. อยู่ที่ 36.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท คิดเป็น +0.69%
ราคาหุ้น PTTEP อยู่ที่ 159 บาท ลดลง 1.50 บาท คิดเป็น -0.93%
ราคาหุ้น TOP อยู่ที่ 52 บาท ลดลง 0.50 บาท คิดเป็น -0.95%
ราคาหุ้น GPSC อยู่ที่ 53.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท คิดเป็น +0.94%
ราคาหุ้น BGRIM อยู่ที่ 36 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
นายเอกรินทร์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวว่าแหล่ง Ichthys LNG T2 ซึ่งเป็นแหล่ง LNG ของประเทศออสเตรเลีย กำลังการผลิต 4.5 ล้านตัน/ปี ขยายเวลาหยุดซ่อมบำรุงส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบ LNG ตามสัญญา
อีกทั้งแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง Sarawak ประเทศมาเลเซียมีปัญหาในกระบวนการผลิตส่งผลให้ต้องลดกำลังการผลิตลง นอกจากนี้โรงไฟฟ้าถ่านหิน Noshiro No.1 (Tohoku Electric) ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ เกิดปัญหาขัดข้องส่งผลให้ต้องหยุดเดินเครื่องโดยไม่มีกำหนดนั้น มองว่าหุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่ม PTTไม่ได้รับผลกระทบต่อกรณีดังกล่าว
แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคา LNG ปรับเพิ่มขึ้นคือ กลุ่มโรงไฟฟ้าประเภท SPP อาทิ GPSC , BGRIM เป็นต้นเนื่องด้วยต้องแบกรับต้นทุนราคา LNG ที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น เพียงแต่ต้องรอดูว่าปัญหาจะลากยาวแค่ไหน หากเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเพียง 2-3 สัปดาห์คาดว่าไม่น่ากังวล แต่หากลากยาวไปถึงช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปที่มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นสูงเพื่อเพิ่มความอบอุ่นจะผลักดันราคาพุ่งขึ้นแน่นอน ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง IPP ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ส่วนกรณีโรงกลั่นน้ำมันในเอเชียมองหาแหล่งน้ำมันดิบอื่นเพื่อทดแทนคูเวตที่ปรับลดการส่งออกกว่า 1 ใน 5 เพื่ออัดฉีดโรงกลั่นขนาดใหญ่แห่งใหม่ส่งผลราคาน้ำมันดิบกำมะถันพุ่งนั้น มองว่าโรงกลั่นนำเข้าจากตะวันออกกลาง ไม่น่าจะกังวลในเรื่องซัพพลายหายมากนัก เพราะเชื่อว่าหาแหล่งใหม่ได้
อนาคตกลุ่ม PTT
อย่างไรก็ดี ในงาน Analyst Meeting ผู้บริหาร PTT มีมุมมองเชิงระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ดังนี้คือ 1) แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนทั้ง การขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศจีน รวมถึงการส่งออกของไทยที่หดตัว จะมีผลกระทบต่อความต้องการใช้พลังงานและปิโตรเคมี
2) ยังคงเดินหน้าในธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น Mega Trend ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มยา ล่าสุดได้ร่วมมือกับ Kwang Yang Motor เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่าย และผลิตรถไฟฟ้า 2 ล้อ
3) การนำเข้าก๊าซ LNG เองของลูกค้าโรงไฟฟ้า ไม่ได้กระทบต่อธุรกิจของ PTT มากนักเพราะ Margin ในการจัดหานั้นค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว แต่ส่วนที่เป็นท่อส่งการบนบกท่าเรือ LNG เป็นส่วนที่สำคัญของธุรกิจซึ่งไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งลูกค้าที่นำเข้า LNG เองก็ยังต้องใช้บริการส่วนนี้เหมือนเดิม
4) สำหรับกลุ่มบริษัทแนวโน้มในครึ่งปีหลังนั้น PTTEP อาจจะมีราคาก๊าซที่ลดลง แต่ราคาน้ำมันยังมาพอชดเชย และปริมาณขายจากแหล่ง G1 ที่เพิ่มขึ้น , กลุ่มโรงกลั่นค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับที่ดีกว่า 2Q23 ในขณะที่กลุ่มปิโตรเคมียังถูกกดดันจาก oversupply และ demand ที่ชะลอตัว
ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นกลางต่อการประชุม แนวโน้มหลักยังคงเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ ธุรกิจใหม่ๆของ PTT นั้นยังอยู่ในระดับเริ่มต้นอาจจะยังไม่เห็นผลในเชิงของผลกำไรมากนักจากฐานกำไรของบริษัทที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งนี้เรายังมองว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับ value chain ของแบตเตอรี่นั้นน่าจะยังเป็นธุรกิจที่เป็น New S curve ให้กับ PTT ในวันข้างหน้า เราคาดแนวโน้ม 3Q23 ธุรกิจหลักของ PTT น่าจะทรงตัวราคา pool gas น่าจะปรับลดลง ในขณะที่ปริมาณขายอาจจะลดลงเช่นกัน
สำหรับภาพรวมของกลุ่มบริษัทนั้น เราประเมินว่ากำไรน่าจะปรับขึ้น QoQ จากธุรกิจของ PTTEP ที่ราคาน้ำมันยืนอยู่ในระดับสูง และกลุ่มโรงกลั่นที่ GRM ปรับดีขึ้น และอาจจะมี Stock gain ดังนั้นแล้วเรายังคงประมาณการกำไรทั้งปีที่ 1.1 แสนล้านบาท โดย 1H23 คิดเป็นประมาณ 43% ของประมาณการทั้งปี คงคำแนะนำซื้อเก็งกำไร PTT คงราคาเป้าหมาย ที่ 36.50 บาท อิง SOTP หรือเทียบเท่า PBV ที่ 0.92 เท่า
ไม่กระทบ-ครึ่งหลังโต
บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ระบุว่า PTTEP แจ้งตลาดว่าบริษัทได้ลงนามสัญญาเพื่อขายการลงทุนทั้งหมดในแหล่งก๊าซในออสเตรเลีย (แปลงสัมปทาน AC/RL7) โดยยังไม่มีการเปิดเผยราคาขาย คาดดีลแล้วเสร็จในปีนี้ การขายครั้งนี้เป็นลดการลงทุนตามที่ได้ทยอยขายแหล่งก๊าซในออสเตรเลียก่อนหน้านี้ โดยที่แปลงสัมปทาน AC/RL7 ปัจจุบันมีสถานะอยู่ในระยะสำรวจ ซึ่งได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทแล้ว แต่ยังไม่เหมาะสมกับการพัฒนาต่อ
ทางฝ่ายมองว่าการขายแหล่งก๊าซครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตในช่วง 1-2 ปีนี้ เนื่องจากยังอยู่ในระยะสำรวจเท่านั้น นอกจากนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารแหล่งก๊าซของบริษัท เพื่อนำเงินไปลงทุนในแหล่งก๊าซที่คุ้มค่ามากกว่า
PTTEP หลังการเปิดเผยกำไร 2Q66 ขยายตัว 2.1% y-y และ 9.1% q-q ทางฝ่ายมองแนวโน้มใน 2H66 มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ $85 ต่อบาร์เรล จากอุปทานน้ำมันดิบตึงตัวต่อเนื่อง ตามมาตรการลดกำลังการผลิตของ OPEC+ กอปรกับด้านอุปสงค์การใช้น้ำมันคาดการณ์ทั้งปียังโต ซึ่งจะช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงได้ นอกจากนี้ จากการที่ปัจจัยผลักดันหลักของ PTTEP คือปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากการเมืองในประเทศอย่างจำกัด คงคำแนะนำซื้อ PTTEP ราคาพื้นฐาน 175 บาท
ส่องฐาน PTTEP
บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) ระบุว่า PTTEP ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อขายสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดในแปลงสัมปทาน AC/RL7 ในออสเตรเลียให้กับ INPEX และ TotalEnergies โดยแปลงสัมปทาน AC/RL7 ประกอบด้วยแปลงแคชและเมเปิลที่มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทแล้ว แต่ยังไม่เข้าสู่ระยะพัฒนา ตั้งอยู่นอกชายฝั่งในทะเลติมอร์ ทางเหนือของออสเตรเลีย
แต่ เรายังไม่ได้ประมาณการกำไรหรือขาดทุนจากการขายครั้งนี้ เนื่องจากบริษัทไม่สามารถเปิดเผยราคาซื้อขายได้จนกว่าธุรกรรมการซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ ขณะที่ PTTEP รายงานมูลค่าตามบัญชี(BV)สินทรัพย์ในออสเตรเลียที่ 274 ล้านเหรียญฯใน 2Q66 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแปลงแคชและเมเปิล ทั้งนี้เรายังคงคำแนะนำถือ PTTEP ที่ราคาเป้าหมายปี 2566F ที่ 170 บาท
สตอรี่เพียบ
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการบริการการลงทุน บล.กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หุ้น PTT เรามอง slightly negative ต่อข้อมูลในที่ประชุมนักวิเคราะห์ ในประเด็นการนำเข้า LNG ของผู้ประกอบการรายอื่น (LNG shipper รายอื่น) ในช่วงปี 67 เป็นต้นไปที่อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลอีกครั้งว่าหาก GULF สามารถเจรจาปรับสัญญาซื้อขายก๊าซฯกับ PTT ได้ (ลดปริมาณซื้อก๊าซฯ) จะมีโอกาสที่ลูกค้ารายอื่นจะขอปรับสัญญาด้วยหรือไม่
ทั้งนี้เรามองประเด็นความเสี่ยงดังกล่าวมีโอกาสเกิดกับลูกค้า IPP มากสุด แต่ไม่ใช่ทุกรายจะมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่า GULF ที่จะนำเข้า LNG ในปริมาณมากและได้ราคาดีกว่า Benchmark เบื้องต้นเราประเมิน sensitivity ทุกๆ ปริมาณขาย S&M ส่วนของลูกค้า IPP ที่หายไป 100 mmscfd หรือราว 18% ของปริมาณขายปี 65 จะกระทบกำไรลดลงราว 78 ล้านบาท หรือ 0.07% ทั้งนี้ปริมาณขายลูกค้า IPP คิดเป็น 13% ของลูกค้า S&M ทั้งหมดในปี 64-65 หรือราว 547-587 mmscfd (ประมาณการของเราในช่วง 66-68 อยู่ที่ 530-685 mmscfd)
โดยคาดกำไรปกติในไตรมาส 3/66 ฟื้น q-q หนุนจากทั้งธุรกิจก๊าซฯ ต้นทุนก๊าซฯลดลง ตามราคาก๊าซฯอ่าวไทยที่แหล่งใหม่ (ราคาต่ำลง) เข้ามามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และ ราคา LNG ลดลงจากเป็น low season และ EU ตุน stock ไว้มากแล้ว อกีทั้ง ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี (P&R) ไม่มี stock loss มาฉุด และ ค่าการกลั่นฟื้นสูง (driving season บวกโรงกลั่นบางส่วนปิดซ่อม) คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายปี 67 ที่ 47.5 บาท เพราะธุรกิจก๊าซฯฟื้นตัวจากต้นทุนก๊าซฯลดลงตามราคา LNG (spot LNG YTD -59% y-y, 3Q23F คาด -18% q-q)
อีกทั้งกำไรปี 66 อยู่ในระดับสูงใกล้เคียง Pre-COVID (2018-19) คาดจ่ายปันผลได้ราว 2 บาท/หุ้น คิดเป็น dividend yield ราว 5.6% (vs. Pre-COVID ราว 4.5%) รวมถึง PBV ปัจจุบันราว 0.9 เท่า สะท้อนแรงกดดัน regulatory risk ของธุรกิจก๊าซฯ ไปมากแล้ว (PBV Pre-COVID ราว 1.4-1.5 เท่า) อีกทั้งคาดกำไรปกติ ฟื้นตัวใน 2H23F ทั้ง y-y, h-h ตาม ธุรกิจก๊าซฯ (ต้นทุนลดลง) และ ธุรกิจโรงกลั่นฟื้นตัว เพราะ stock loss ลดลง และ demand ช่วงฤดูหนาว บวกsupply บางส่วนปิดซ่อมนอกแผน หนุนค่าการกลั่น







