posttoday

ทีดีอาร์ไอ เสนอคงค่าฟีที่ ก.ล.ต.เก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ และกิจการในตลาดทุน

24 พฤษภาคม 2566

ทีดีอาร์ไอ จัดโฟกัสกรุ๊ป “ทบทวนโครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของ ก.ล.ต.” ตามนโยบายของ “รื่นวดี สุวรรณมงคล” ที่ต้องการให้องค์กรมีความโปร่งใส เสนอคงค่าธรรมเนียม เหตุรายได้มีแนวโน้มสูงกว่ารายจ่าย 4-12% ฟาก บล.ลิเบอเรเตอร์ เสนอคุม Influencer ส่งผลดีทั้งระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 พ.ค.2566) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็น (Focus group) “การกลั่นกรองความเหมาะสม และการปรับปรุงข้อเสนอแนะการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของสำนักงาน ก.ล.ต.” ครั้งที่ 1 หลังจากทีดีอาร์ไอได้รับว่าจ้างจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ดำเนินการวิจัยในโครงการ “โครงการทบทวนโครงสร้างรายได้ ค่าธรรมเนียมของสำนักงาน ก.ล.ต.” 

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ ทบทวนโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานจะเรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจ และกิจการในตลาดทุน และเสนอแนวทางการกำหนดค่าธรรมเนียมในตลาดทุนให้ (1) มีความเหมาะสมกับต้นทุน (2) มีความเป็นธรรมกับผู้ประกอบธุรกิจและไม่เป็นภาระเกินควร (3) มีรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และ (4) กระตุ้นให้เกิดธุรกิจหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ หรือลดแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจบางประเภท 

โดยขณะนี้โครงการฯ ได้ดำเนินกิจกรรมจนได้ผลการศึกษาเบื้องต้น ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วย (ก) สาระสำคัญและสถานการณ์การจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ข) สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มอนาคตของต้นทุนในการกำกับดูแลของสำนักงาน (ค) กรณีศึกษาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของต่างประเทศ และ (ง) ความเหมาะสมของการกำหนดค่าธรรมเนียมในปัจจุบัน 

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การจัดทำโครงการทบทวนโครงสร้างรายได้ค่าทำเนียมของสำนักงาน ก.ล.ต. ในครั้งนี้ เป็นนโยบายของ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อดีต เลขาธิการ ก.ล.ต. ที่ต้องการให้องค์กรมีความโปร่งใส จึงให้ทีดีอาร์ไอ มาทำการศึกษาทบทวนค่าธรรมเนียมดังกล่าว เพื่อให้ได้มุมมองจากภายนอก  

ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลของหน่วยงานที่กำกับดูแลรายอื่นๆ ในหลายประเทศทั้ง สิงคโปร์ อังกฤษ สหรัฐ ฮ่องกง และมาเลเซีย เพื่อนำมาเปรียบเทียบในการพิจารณาปรับใช้ เบื้องต้น ทีดีอาร์ไอ เสนอให้คงอัตราค่าธรรมเนียมในภาพรวมเอาไว้เท่าเดิม เนื่องจาก ก.ล.ต. ยังมีแนวโน้มรายได้สูงกว่ารายจ่าย 4-12% จากรายได้รวมของ ก.ล.ต. จากค่าธรรมเนียมต่อปี ในปี 2564-2565 อยู่ที่ประมาณ 1,805-1,938 ล้านบาท  

ขณะที่แม้ว่าอัตรากำไรจะสูงกว่า best practices เล็กน้อย (4-12% กับ 6-9%) แต่ความเสี่ยงของ ก.ล.ต. ทางด้านรายได้ยังคงมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายได้เงิน อุดหนุนที่มีความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ เช่น ภาษีทรัพย์สิน (คนรวยและที่ดิน) การต่อสู้กับธุรกิจผูกขาด และภาษี capital gain tax ทำให้การลดค่าธรรมเนียม ในภาพรวมยังคงเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเร่งกระทำ 

ในกรณีเลวร้ายที่รายได้ของ ก.ล.ต. มีน้อยกว่าต้นทุนการกำกับดูแล ก.ล.ต. ยังสามารถเพิ่มค่าธรรมเนียมที่เป็นตัวเงิน (nominal value) ได้ประมาณ 10-15% ในกรอบ 3 ปีข้างหน้า เพื่อหารายได้เพิ่ม

สำหรับมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการจัดทำงบประมาณของ ก.ล.ต. 

- พิจารณาแยกงบประมาณออกเป็นรายกิจกรรม เช่น Pre-screening (ค่ายื่นคำขอ) Licensing (ค่าใบอนุญาต) Information Disclosure (ค่ายื่นแบบ) ฯลฯ เพื่อให้ เห็นเป้าหมายการทํางานรายกิจกรรมที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับต้นทุนการดำาเนินงาน (รวมถึงต้นทุนบุคลากรในรูป FTE) (ต้นแบบสหรัฐฯ) 

- Automatic stabilizer ถ้ารายได้สูงกว่าต้นทุนการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มากกว่า 10% ให้พิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมในปีถัดไป (ต้นแบบฮ่องกง) 

- ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่าแนวโน้มเฉลี่ย 10 ปี ควรจะต้องมีการ อธิบายเหตุผลอย่างน้อยในรายงานประจำปี ควรมีค่าปรับเชิงลงโทษ สำหรับกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษและมีความผิดจริง เพื่อ นํามาใช้เป็นรายจ่ายในการก้ากับดูแล

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ควรพิจารณาแยกกิจกรรมเพิ่มเติมให้เกิดการแข่งขันในกิจกรรมย่อยๆ มากยิ่งขึ้น (ต้นแบบสหรัฐฯ สิงค์โปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย) และเพื่อสนับสนุนการ แข่งขันจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจ (ต้นแบบฮ่องกง) 

โดยประยุกต์ใช้กับทั้งกิจกรรมเดิมๆ รวมถึง Custodian, Trustee, Depository, Clearing and Settlement และ Sub-Broker รวมทั้งประยุกต์ใช้กับกิจกรรมใหม่ๆ ที่ต้องกำกับดูแลมากขึ้น เช่น Influencer, Referrer, แพลตฟอร์มเทียบข้อมูลและ Al Trading 

ขณะเดียวกัน กิจกรรมที่คล้ายคลึงกันควรที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่ากัน ทั้ง ที่ปรึกษาการลงทุน-private fund & asset manager Provident Fund ที่ลงในกองทุนใน บลจ. ตัวเอง ควรยกเว้นค่าธรรมเนียมด้วย

ด้านค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์: กรณีต่างประเทศยิ่ง volume สูงยิ่งเก็บใน อัตราที่ต่ำลง ไทยอยู่ในระดับกลางๆ ดีอยู่แล้ว 
-ค่าธรรมเนียม TFEX แบ่งออกเป็น 2 เส้นทาง คือ high volume low fee (สหรัฐฯ) กับ high volume high fee (ฮ่องกงและสิงค์โปร์) 

- TFEX ของไทยดูเหมือนว่าจะเติบโตมากในจุดที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ อ้างอิงกับราคาหุ้นที่ต่ำกว่า 100 บาท 

- ควรพิจารณาลดการสนับสนุน TFEX ในผลิตภัณฑ์ที่เริ่ม mature แล้วและหันมา สนับสนุนในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ควรจะพัฒนาเพิ่มเติม เช่น ตลาดสินค้าเกษตร พลังงาน commodities, ETF la interest rate - ค่าธรรมเนียมกองทุนควรปรับให้ลดลงเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ (fixed 100,000-200,000 บาท หรือเป็นขั้นบันไดตามความยากง่ายในการพิจารณา)

ส่วนค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (optional) ชะลอการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (ใบอนุญาต ค ใบอนุญาตผู้จัดการ กองทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และใบอนุญาตนายหน้า DA) และลดค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจชั่วคราวสำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยที่ ประสบกับภาวะขาดทุน (เช่น 3 ปีแรกที่เริ่มดำเนินกิจการ หรือ เมื่อเผชิญกับ วิกฤติ เช่น โควิด-19) รวมทั้งปรับค่าธรรมเนียมที่เป็นขั้นต่ำและขั้นสูง โดยขั้นต่ำให้สอดคล้องกับต้นทุนคงที่ ที่เกิดขึ้นจริง และขั้นสูงควรที่จะไม่ให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำมากจนเกินไป

ขณะที่นโยบายสนับสนุนเพิ่มเติมด้วยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมเป็นพิเศษ (ลด 50% หรือยกเว้นค่าธรรมเนียม) 

-การพัฒนาเศรษฐกิจ (เชื่อมโยงกับ BOI) เป็นการสนับสนุนเชิงสัญญะให้ธุรกิจที่ ต้องการระดมทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น 

-การพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกคน เป็นการสนับสนุนขอบเขตการดำเนินการของ ตลาดทุนให้กว้างขึ้น ทั้งในด้านผู้ออม ผู้ระดมทุน ผลิตภัณฑ์ และเน้นการใช้ตลาด ทุนเป็นแหล่งสะสมเงินออมเพื่อการเกษียณอายุ รวมถึงเน้นธุรกิจที่สร้าง ผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคม (ESG, SDG, BCG, tech firms)

“ครั้งนี้เป็น Focus group ครั้งที่ 1 และ Focus group ครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 พ.ค.และ Focus group ครั้งที่ 3 สิ้นเดือน พ.ค.นี้ จากนั้นจะมีการคุยกับ ก.ล.ต.เพื่อสรุปการปรับค่าธรรมเนียมภายในเดือน มิ.ย.2566 เมื่อ ก.ล.ต.เคาะแล้ว จะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นก่อนที่จะมีผลบังคับใช้จริง คาดว่าจะพร้อมใช้ได้ภายในปี 2567” นายนณริฏ กล่าว   

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีการจัดทำโครงการนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ทาง ตลท. มีโอกาสเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และร่วมพัฒนาการมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง บนความเหมาะสมในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อให้ภาคอุตสหกรรมแข่งขันได้ 

“ถือว่าทางทีดีอาร์ไอทำผลการศึกษาได้ออกมาอย่างเหมาะสมทั้งในฝั่งผู้จัดเก็บ และผู้จ่ายค่าธรรมเนียม โดยได้ให้ความเห็นไปในหลายๆ เรื่อง ที่ต้องไปศึกษาเพิ่มเติมก่อนสรุปอีกครั้ง บนการจัดเก็บที่จะต้องไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ” นายศรพล กล่าว 
 
นางสาวภาวลิน ลิมธงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ “Liberator” กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมที่ บล.ลิเบอเรเตอร์ จ่ายไปเทียบกับมาร์จิ้น ถือว่าสูงอยู่แล้ว แต่ก็ได้ชำระค่าธรรมเนียมรายไปแล้ว ซึ่งเราได้คิดเป็นต้นทุนตั้งแต่เริ่มธุรกิจ อย่างไรก็ตาม มองว่าค่าธรรมเนียมรายปีไม่สูงเท่าค่าธรรมเนียมแรกเข้า  

สำหรับกรณีที่ทางทีดีอาร์ไอเสนอให้ ก.ล.ต. เพิ่มรายได้จากการควบคุม Influencer นั้น บล.ลิเบอเรเตอร์ เห็นด้วยกับในส่วนนี้ เนื่องจากขณะนี้ บล.ลิเบอเรเตอร์ สนใจเรื่องเกี่ยวกับ Financial Literacy ซึ่งรู้สึกว่าทาง ก.ล.ต. มาควบคุม บล. ในมุมนักวิเคราะห์ หรือคนที่พาร์ทเนอร์ แต่มองว่า Influencer ที่อยู่ในตลาด หรือในกลุ่ม Line น่ากลัวที่สุด ถ้าควบคุมได้น่าจะส่งผลดีต่อทั้งระบบ

“อยากฝากไว้ด้วยในประเด็น นี้ เพราะอันตราย และ User ก็โดน Front Run เสียหายเยอะ อาจจะทำให้คนออกไปจากตลาดเยอะขึ้น” นางสาวภาวลิน กล่าว

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด แมนซิตี้ พบ อาร์เซน่อล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 19 เม.ย.69