
SET ฟื้นตัวถูกจำกัด ตลาดขาดปัจจัยหนุน
SET ฟื้นตัวถูกจำกัด ตลาดขาดปัจจัยหนุนและยังต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศ และความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยเฟด กดดันดัชนี กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ BBL และ KCE
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า SET มีกรอบบนจำกัดบริเวณแนวต้าน 1,537 และ1,546 จุด ตามลำดับ เนื่องจากตลาดขาดปัจจัยหนุนและยังต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยวันจันทร์หน้าติดตามการแถลง MOU พรรคร่วมรัฐบาล
นอกจากนี้ ความกังวลการขึ้นดอกเบี้ยเฟด จะกดดันดัชนี โดยมีแนวรับที่ 1,517 และ 1,510 จุด ตามลำดับ ประเด็นติดตามการเจรจาเพดานหนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าได้ข้อสรุปในวันอาทิตย์นี้
ทั้งนี้ ช่วงสั้น (1 เดือน) มอง SET มีแนวโน้มพื้นตัวหลังสิ้นสุดการเลือกตั้ง ส่วนระดับการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพและสูตรการจัดตั้งของรัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ตาม ระยะถัดไป (หลัง 1 เดือน) มอง SET มีโอกาสผันผวนไปตามสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งคงต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะช่วงเดือน ก.ค. ซึ่งจะมีการเปิดประชุมสภาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไทย
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงทีต้องติดตามจากประเด็นเพดานหนี้ รวมทั้งฐานะการเงินของธนาคารขนาดกลางและเล็กของสหรัฐ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy" ในธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Best of the best ซึ่งมีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีกำไรในปี 2566-2567 เติบโตเฉลี่ยสูงกว่ากำไรของกลุ่มหุ้น เราแนะนำ Outperform และ Valuation ไม่แพง โดยซื้อขายด้วย PER และ PBV เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ที่บริเวณ -1.0 ถึง-2.0 S.D. จึงมองเป็นโอกาสซื้อสะสม เลือก AU BBL BDMS CPALL GULF สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้ว แนะนำLet Profit Run
2. หุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์จาก Fund Flow ไหลเข้า เนื่องจากรับรู้ผลการเลือกตั้ง และจากบากแข็งค่า เลือก BBL KBANK ADVANC
3. หุ้นที่คาดหวังจะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจดั้งเดิม (Old Economy) และผลการดำเนินงานไตรมาส2/2566 ยังมีแนวโน้มเติบโตดี เลือก HMPRO MAKRO MINT AP
4. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากนโยบายทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เลือก ADVANC BDMS EA AH
ขณะที่ช่วงสั้นแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่ม PTT ออกไปก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงหรือความไม่ชัดเจนของโครงสร้างราคาพลังงานจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ BBL มองเป็นหุ้นพื้นฐานแกร่งและมีศักยภาพเติบโตที่ดี โดยไตรมาส 2/2566 คาดกำไรจะเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ (ตั้งค่ารองลดลง, NII สูงขึ้น) และ YoY (NII สูงขึ้น) ส่วนทั้งปี 2566 คาดกำไรจะเติบโตดีที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 50%YoY
KCE มองราคาหุ้นปรับตัวลงสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่ผลประกอบการคาดจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในครึ่งหลังปี 2566 จาก Pent up demand โดยเฉพาะจากลูกค้าฝั่งยุโรป ซึ่งคาดจะชดเชยการปรับลดราคาขายให้กับลูกค้าได้ และคาดจะดีต่อเนื่องไปถึงปี 2567 ที่มีการขยายกำลังผลิตครั้งใหญ่







