
เปิดโผ 27 หุ้น 11 กลุ่มอุตสาหกรรม เด้งรับอานิสงส์เลือกตั้ง
คัด 27 หุ้น 11 กลุ่มอุตสาหกรรม รับอานิสงส์นโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง ที่ใกล้เข้ามาถึงในวันที่ 14 พ.ค.นี้
หากนับถอยหลังจะเหลืออีกเพียง 9 วันเท่านั้น ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 14 พ.ค.นี้ พรรคการเมืองต่างเร่งหาเสียงตามนโยบายพรรคที่ได้ประกาศไว้ โดย “โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมข้อมูลจาก 3 บริษัทหลักทรัพย์ ที่ได้วิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรม และหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายหาเสียง และการเลือกตั้ง เพื่อเป็นประโยชน์กับนักลงทุนในช่วงใกล้เลือกตั้ง
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า กลุ่มที่มองว่าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งของประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ประกอบด้วย BJC, CPALL, HMPRO, GLOBAL, MAKRO เนื่องจากไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็เน้นกระตุ้นที่การบริโภค
อาทิ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 10,000 บาท/คน พร้อมกับแผนเพิ่มรายได้โดยค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาท/วัน และเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาท/เดือน นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 3 ล้านล้านบาท/ปี ในขณะเดียวกัน พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีนโยบายเน้นไปที่การบริโภค อาทิ เพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาท/เดือน
ในส่วนของพรรคก้าวไกล ก็เน้นที่เพิ่มรายได้ด้วยแผนการขึ้นค่าแรงทุกปี พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดค่าไฟ ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีนโยบายเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายด้วยการสนับสนุนเงินช่วยชาวนา 30,000 บาท/ครัวเรือน พร้อมกับประกันรายได้จ่ายเงินส่วนต่างสินค้า อย่าง ข้าว มัน ยาง ปาล์ม และสนับสนุนให้เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ซึ่งก็มองไปที่กลุ่มค้าปลีกจะได้ประโยชน์เช่นกัน
สำหรับพรรคภูมิใจไทย เน้นที่การสร้างรายได้ด้วยแผนการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้เป็น 6 ล้านล้านบาท และพรรครวมไทยสร้างชาติ มีนโยบายที่สานต่อจากครั้งก่อน อย่างคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ดังนั้นนอกจากค้าปลีกแล้วกลุ่มท่องเที่ยวยังได้ประโยชน์ โดยหุ้นเด่นในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ AOT, CENTEL, ERW, MINT, SPA, VRANDA
ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ กลุ่มการเงิน โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ MTC และ SAWAD หากเม็ดเงินกระจายสู่รายย่อยมากขึ้นและเศรษฐกิจฐานล่างดีขึ้น จะช่วยให้ปัญหานี้เสียในกลุ่มการเงินดีขึ้น
สุดท้ายมองไปที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ ได้แก่ CK และ STEC เชื่อว่าหลังจากเสร็จสิ้นการแต่งตั้งรัฐบาล/นายกรัฐมนตรี โครงการต่างๆ น่าจะเดินหน้าได้ต่อเนื่อง (รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ)
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรม และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองนั้น ฝ่ายวิจัยฯ ได้แบ่งแยกนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองออกมาเป็น 4 หมวดหลัก ประกอบด้วย
1.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐฯ จาก 2 พรรค คือ เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท/เดือน ของพรรคชาติพลังประชารัฐ และ เพิ่มบัตรสวัสดิการพลัส 1,000 บาท/เดือน ของพรรคชาติรวมไทยสร้างชาติ โดยกลุ่มหุ้นได้ประโยชน์ คือ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค กลุ่มอาหาร และกลุ่มเช่าซื้อ
2.เติมเงินกระเป๋าดิจิทัล 10,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย โดยกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค กลุ่มอาหาร และกลุ่มท่องเที่ยว
3.ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จาก 2 พรรค คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีแรกเป็น 450 บาท ของพรรคก้าวไกล และขึ้นค่าแรงไปถึง 600 บาท ในช่วงวาระการทำงาน (4 ปี) ของพรรคเพื่อไทย โดยกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มการแพทย์ (BDMS, BH, BCH) กลุ่มไฟแนนซ์ (JMT, MTC, SAWAD, TIDLOR) และกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, ERW)
4.การดูแลแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หรือพักชำระหนี้ จาก 2 พรรค คือ ยกเลิกแบล็กลิสต์-ใช้เครดิตสกอร์ ของพรรคชาติพัฒนากล้า และนโยบายพักชำระหนี้ อาทิ “พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท” ของพรรคภูมิใจไทย โดยกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มเช่าซื้อ
ทั้งนี้ การเลือกสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีมเลือกตั้ง ต้องเน้นเลือกหุ้นที่ราคา Laggard ตลาดในปีนี้มากๆ หรือยังให้ผลตอบแทน YTD ที่น้อยกว่า SET อาทิ กลุ่มการเงิน กลุ่มอาหาร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ และกลุ่มพาณิชย์
ดังนั้น แนะนำสะสมหุ้นธีมเลือกตั้งในกลุ่มที่ Laggard กว่าตลาด อาทิ JMT, SINGER, SNNP, CBG, SCC, STEC, CK, CPALL, CRC ส่วนหุ้น Top picks เลือก CPALL, STEC
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ Election rally ที่มักเกิดขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งจริงประมาณ 2 สัปดาห์ น่าจะทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในกลุ่มหุ้น Domestic Play ขึ้นมาได้
โดยแนะนำถือครองหุ้นที่ได้เข้าสะสมมาก่อนหน้านี้ เพื่อคาดหวังการขายทำกำไรในช่วงกลางเดือน พ.ค. หรืออย่างช้าหลังจากการเลือกตั้งประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มหุ้นที่แนะนำถือครอง ได้แก่ กลุ่มภาคบริการของไทยที่ยังคงเห็น Demand แข็งแกร่ง ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ทนทานต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และมักอยู่ในธีม Election rally ในอดีต เช่น กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB) กลุ่มโรงพยาบาล (BH, BDMS) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, MAKRO, BJC)
ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเลือกตั้งที่อาจเป็นสีสันสำหรับการเก็งกำไรในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. มองไปยัง SC, SIRI, PR9 เป็นต้น







