
MGC ปิดเทรดวันแรก 8.90 บาท เหนือจอง 11.95% นักลงทุน VI เข้าถือมองลงทุนระยะยาว
MGC ปิดเทรดวันแรก 8.90 บาท พุ่ง 11.95% จากราคาไอพีโอ 7.95 บาท ปักธงปี 66 รายได้ไม่ต่ำกว่า 10% วางงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เชื่อนักลงทุน VI เข้าถือหุ้นมองลงทุนในระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันนี้ (26 เม.ย.) เป็นวันแรก ในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุตสาหกรรม หมวดธุรกิจยานยนต์
โดยเปิดที่ราคา 8.45 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 6.29% จากราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 7.95 บาท ระหว่างวันปรับตัวขึ้นไปทำราคาสูงสุดที่ 9.10 บาท ปรับตัวต่ำสุดที่ 8.10 บาท และปิดที่ราคา 8.90 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.95 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 11.95% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,381.66 ล้านบาท
นายสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เปิดเผยว่า การนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด SET วันนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทให้เติบโตไปอีกขั้น จากความแข็งแกร่งด้านเงินทุนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต
โดยกลุ่มบริษัทได้วางแผนการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ ให้ครอบคลุมทุกวงจรการใช้บริการของลูกค้าผ่านการขยายฐานสินค้าและบริการ โดยการดำเนินธุรกิจของบริษัทภายในกลุ่มและความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร ภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ที่แข็งแกร่ง
ประกอบกับมีผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า มีธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทจากการเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และเป็นผู้นำธุรกิจการให้บริการหลังการขายและบริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระที่มีคุณภาพสูง ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ MGC สามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทได้วางเป้าหมายการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ 1) สร้างความแข็งแกร่งให้ MGC-ASIA Ecosystem สร้างความโดดเด่น ด้วยโมเดล Lifestyle Mobility Ecosystem 2) มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจจำหน่ายและให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับบริการหลังการขายและซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะสร้างรายได้ประจำ รวมถึงผลตอบแทนแก่กลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว
3) เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในระบบนิเวศทางธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มบริษัท และ 4) ยกระดับการให้บริการ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ (Digitalization) เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ Digi-Tech Lifestyle Mobility บนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อนำไปลงทุนในบริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงชำระเงินกู้จากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และรองรับการเติบโตในอนาคต
นายสัณหวุฒิ กล่าวว่า แผนการดำเนินงานในปี 2566 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% เนื่องจากภายหลังการเลือกตั้งจะเป็นตัวช่วยให้ภาคการบริโภคปรับตัวดีขึ้น ส่งผลมายังกำลังซื้อให้ปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน และบริษัทมีการขยายพอร์ตสินค้าลักชัวรี่อย่างเรือยอชท์และเรือแม่น้ำ
ขณะเดียวกัน บริษัทวางงบลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในธุรกิจสินเชื่อสำหรับยานยนต์ระดับลักชัวรี่และมารีน เจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยม-ลักชัวรี่ ภายใต้บริษัทบริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด, ธุรกิจให้บริการเเละเซอร์วิสหลังการขาย ภายใต้บริษัท MMS Bosch Car Service
ส่วนการเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มนักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) ที่เข้ามาถือหุ้น มองเป็นการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโตของบริษัทด้วยการทำตลาดและสินค้าที่เกี่ยวกับสินค้าลักชัวรี่ จึงมอง MGC เป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock)
จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น 10 รายแรก พบว่า นางโสภิศ แก้วสว่าง (ภรรยาเสี่ยป๋อง) ถือหุ้นอันดับ 7 จำนวน 12,498,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.12% นายวัชระ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง) ถือหุ้นอันดับ 8 จำนวน 12,050,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.08%
นายอรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย (บอย ท่าพระจันทร์) ถือหุ้นอันดับ 9 จำนวน 12,024,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.07% และนายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 และผู้บริหาร บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ถือหุ้นอันดับ 10 จำนวน 12,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.07%







