
EP ลุ้นโครงการไฟฟ้าพลังงานลม COD แล้วเสร็จหนุนผลงานกลับมามีกำไร
อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป ผนึกผู้ประกอบการ หอการค้าไทย ยื่นหนังสือหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เร่งสรุปอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่ คาดโครงการลมแล้วเสร็จจะพลิกกลับมามีกำไร พร้อมตั้งเป้าธุรกิจสิ่งพิมพ์มียอดขายเติบโต 20% ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าคาดมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า
นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (EP) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขายไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 160 เมกะวัตต์ ในประเทศเวียดนาม ว่า บริษัทยังรอนโยบายของรัฐบาลเวียดนามว่าจะให้ COD ในวันจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้เมื่อไร ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากการไฟฟ้าเวียดนาม / กลุ่มโรงไฟฟ้า และหอการค้าไทยและหอการค้าต่างประเทศอื่นๆ ได้เสนอความเห็นต่อรัฐบาลให้เร่งรับซื้อไฟฟ้าโดยเร็ว และจะส่งผลให้การเจรจาเรื่องอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่และการ COD จะมีข้อสรุปได้เร็วยิ่งขึ้น
และเพื่อให้ได้ข้อสรุปได้เร็วยิ่งขึ้นบริษัทและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ประกอบไปด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น (SUPER) BRE Singapore Eternity Power ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP) และ บมจ.ราช กรุ๊ป ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานภาครัฐของเวียดนามผ่านหอการค้าของไทยส่งตรงถึงรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรม
“เราได้มีการยื่นขอเสนอต่อรัฐบาลเวียดนาม โครงการไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้สัญญาซื้อขายไฟ ที่ดำเนินการผ่านการไฟฟ้าเวียดนาม ซึ่งด้วยข้อเสนอของ EVNEPTC ต้องการให้ COD ชั่วคราวทันที ซึ่งอาจเป็นเพราะความต้องการไฟฟ้าราคาถูกเพิ่มขึ้นแล้ว แต่จ่ายค่าไฟเพียงครึ่งเดียวจนกว่าจะได้ข้อสรุปของราคามาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงาน (FIT) ถาวร ซึ่งตรงกับความคิดบริษัทที่ต้องการ ส่วนเรื่อง FIT ถาวร คาดว่าน่าจะอยู่ระหว่าง 0.0735-0.0775 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ลดลงจากเดิมที่ 0.085 หรือลดลง 10-15% เป็นไปตามมาตรฐานสากล”นายยุทธ กล่าว
อย่างไรก็ตามในปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทขาดทุนสุทธิเป็นเงิน 272.04 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากดอกเบี้ยจ่าย จำนวน 261.33 ล้านบาท โดย 250 ล้านบาท ใช้สำหรับโครงการลมที่ยังไม่ได้ COD ขณะที่ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง จำนวน 62.49 ล้านบาท เมื่อโครงการลม COD แล้ว ซึ่งจะส่งผลทำให้บริษัทกลับมามีกำไรอย่างไรก็ตามแม้ในปีที่ผ่านมาบริษัทจะขาดทุนแต่ D:E กลับลดลงเป็น 1.12 จาก 1.19 เท่า ส่วน B.V. อยู่ที่ 4.08 บาท
ทั้งนี้บริษัทได้ประมาณ โครงการไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 160 เมกะวัตต์ จากอัตราที่การไฟฟ้าเวียดนามเสนอใน 3 รูปแบบ ได้แก่รูปแบบแรก FIT 0.0675 จะมีรายได้ 1,109.33 ล้านบาท EBITDA ที่ 950.63 ล้านบาท ส่วนแบบที่ 2 ลดจากอัตราเดิม 15% จะมีรายได้อยู่ที่ 1,187.39 ล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 1,028.69 ล้านบาท และ แบบที่ 3 ลดจากอัตราเดิม 10% (ตามประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ปฏิบัติ) คาดจะมีรายได้ 1,257.24 ล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 1,098.54 ล้านบาท
สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ตามประกาศระเบียบว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ระหว่างปี 2567-2568 ที่บริษัทได้มีการทำเรื่องขอยื่นโครงการ Solar Farm ไว้รวม 8 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตรวม 61.625 เมกะวัตต์ บริษัทคาดว่าจะทราบผลการคัดเลือกใน 22 มี.ค. นี้ โดยบริษัทคาดหวังว่าจะได้จำนวนการผลิตอยู่ที่ 47.625 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามจากการจัดทำโครงการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถทำไรได้อยู่ที่เมกะวัตต์ละประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี
ในส่วนของภาพรวมธุรกิจในปี 2566 ตั้งเป้าหมายรายได้รวมปีนี้จะเติบโตมากกว่า 50 % โดยจะมีรายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในพอร์ตลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการติดตั้ง Solar Rooftop Solar farm และการขายไฟฟ้าให้เอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนธุรกิจสิ่งพิมพ์คาดว่าจะมียอดขายเติบโต 20% หลังสามารถปรับราคาขายได้ตามราคาต้นทุนที่สูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นก็จะกลับสู่สภาวะปกติที่ประมาณ 15%
ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้จากโครงการที่มีอยู่ในประเทศ ที่คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่าจะได้รับรายได้จากไฟฟ้าพลังงานลมที่ประเทศเวียดนาม 160 เมกะวัตต์ โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้บริษัทมีการลงทุนในประเทศลาว โดยได้ทำการเช่าที่ดินประมาณ 12,000 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานลมอีกด้วย
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 877.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.42% โดยสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มีรายได้ 681.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% และรายได้ทางตรงจากธุรกิจไฟฟ้า เพิ่มขึ้นกว่า 145% แต่เนื่องจากยังไม่มีรายได้จากโครงการไฟฟ้าพลังงานลมเข้ามา ทำให้บริษัทฯขาดทุนสุทธิ (ส่วนของบริษัท) เป็นเงิน 272.04 ล้านบาท







