posttoday
นักลงทุนต่างชาติขับเคลื่อน SET Index ไปในทิศทางบวก เดือนตค.เติบโตอีก 1.2%

นักลงทุนต่างชาติขับเคลื่อน SET Index ไปในทิศทางบวก เดือนตค.เติบโตอีก 1.2%

09 พฤศจิกายน 2565

หลังไทยกลับมาเปิดเมืองฟื้นท่องเที่ยว ทำให้ SET Index 10 เดือนแรกดีขึ้น ซึ่งมีหุ้นกลุ่มบริการ ทรัพยากร ตลอดจนอสังหาฯ และก่อสร้าง เป็นพระเอก โดยผู้ลงทุนต่างชาติทำมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ส่วนในเดือนต.ค.ปิดบวก 1.2% เมื่อเที่ยบกับเดือนก่อน

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตัวเลข SET Index ใน 10 เดือนแรกปี 2565 ได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่ได้รับปัจจัยบวกจากการที่ประเทศไทยกลับมาเปิดเมืองและธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นตัว ซึ่งพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ได้แก่ กลุ่มบริการ กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

 

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2565 SET Index ปิดที่ 1,608.76 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อนหน้า โดยปรับเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค และเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 SET Index ปรับลดลงอยู่ที่ 2.9%

 

เฉพาะในเดือนตุลาคม 2565 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 64,036 ล้านบาท ลดลง 27.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยใน 10 เดือนแรกปี 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 80,208 ล้านบาท โดย ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 7,467 ล้านบาท ทำให้ใน 10 เดือนแรกปี 2565 ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 153,931 ล้านบาท

 

โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ระดับ 49.3049.30% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 35.09 รองลงมาคือ บริษัทหลักทรัพย์ และผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ตามลำดับ

 

นักลงทุนต่างชาติขับเคลื่อน SET Index ไปในทิศทางบวก เดือนตค.เติบโตอีก 1.2%
 

สำหรับตัวเลขที่น่าสนใจอื่น ๆ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2565 นั้น ในส่วน Forward P/E ของ SET อยู่ที่ระดับ 15.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 15.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 10.4 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน อยู่ที่ระดับ 2.83% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.41%

 

นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2565 ยังมีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น (PCC) และใน mai 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. ทเวนตี้ โฟร์ คอน แอนด์ ซัพพลาย (24CS) บมจ. ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย (AMARC) บมจ. อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค ซิสเต็ม (ITNS) โดยมูลค่าระดมทุนรวมในหุ้น IPO ของไทยปี 2565 อยู่ยังในระดับต้น ๆ ของเอเชีย

 


ขณะที่ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในเดือนตุลาคม 2565 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 512,031 สัญญา ลดลง 24.4% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2565 TFEX ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 559,866 สัญญา เพิ่มขึ้น 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

 

อย่างไรก็ตาม นายศรพลยังให้มุมมองถึงสถิติสำคัญที่มีผลต่อตลาด SET ในตุลาคม 2565 ด้วยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจจริงของประเทศสหรัฐฯ เริ่มกลับมาขยายตัวในไตรมาส 3 ปี 2565 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเริ่มชะลอลง แม้ยังสูงกว่าระดับเป้าหมายนโยบายการเงิน ส่งผลให้ผู้ลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกในปีหน้า 

 

อีกทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ลงจาก 2.9% ไปที่ 2.7% พร้อมส่งสัญญาณกังวลความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเป็นผลจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวเพื่อชะลอเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการเงินโลก และค่าเงินดอลล่าร์ปรับตัวแข็งค่า

 

จนอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการฟื้นตัวของประเทศอื่น ๆ ที่สถานะเศรษฐกิจยังเปราะบาง ไม่สามารถต้านทานความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และมีความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ส่วนเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวดีแม้ว่าการส่งออกอาจมีแนวโน้มค่อย ๆ ชะลอตัวลง แต่ตัวเลขจานวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2565 และคาดการณ์จะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2566 ทาให้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ขณะที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างต่อเนื่อง

 

เกี่ยวกับประเด็นเรื่องทิศทางเงินทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ หรือ Fund Flow ในตลาดทุนไทยนั้น ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ให้ความเห็นว่าด้วยปัจจัยในประเทศ ทั้งสถานะตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง อัตราดอกเบี้ยยังปรับขึ้นไม่มาก หนี้สาธารณะต่อจีดีพียังไม่สูง ตัวเลขสำรองเงินตราระหว่างประเทศยังสูง สถานะของธนาคารพาณิชย์ยังแข็งแรง ปริมาณหนี้ไม่ก่อรายได้ (NPL) ยังอยู่ในระดับต่ำ และ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงยังไม่เห็นว่ามีปัจจัยที่จะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย จนจะทำให้  Fund Flow ไหลออก 

 

"ยังไม่เห็นปัจจัยในประเทศที่จะทำให้เงินไหลออก ขณะที่ปัจจัยภายนอกก็ยังไม่ชัด แม้ว่าต่อไปอาจมีกระแสเงินไหลออกไปยังตลาดที่มีเสถียรภาพกว่า แม้ผลตอบแทนน้อยกว่าก็ตาม"
 



 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท