posttoday
Binance ถูกแฮ็ก 2.12 แสนล้าน ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สะเทือนมายาคติโลกคริปโต

Binance ถูกแฮ็ก 2.12 แสนล้าน ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สะเทือนมายาคติโลกคริปโต

30 ตุลาคม 2569

Binance ถูกแฮกครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สูญ 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.12 แสนล้านบาท ฉุดตลาดคริปโตร่วงยกกระดาน สะเทือนสภาพคล่องข้ามแพลตฟอร์ม ขณะความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยก็ถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่คุณฝากไว้บนแพลตฟอร์มการซื้อขายระดับโลกนั้นปลอดภัยจริงๆ หรือไม่? แม้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นของการเข้ารหัสลับ แต่ในโลกดิจิทัลที่ระบบต่างๆ เชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน ช่องโหว่เพียงจุดเดียวอาจลุกลามกลายเป็นภัยพิบัติทางการเงิน และบทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้เกิดขึ้นในวันที่ 29–30 ตุลาคม 2026

 

เมื่อ Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ละเมิดความปลอดภัยครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2.12 แสนล้านบาท) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์และสถาบันวิเคราะห์อย่าง TRM Labs ต่างลงความเห็นตรงกันว่า นี่คือ "การปล้นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ" (Largest bank heist in human history) ซึ่งสร้างความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์แฮกกระดานเทรด Bybit มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ถึง 4 เท่า

Binance ถูกแฮ็ก 2.12 แสนล้าน ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สะเทือนมายาคติโลกคริปโต

 

สถานการณ์ภาพรวมและประวัติของ Binance  

 

Binance เติบโตขึ้นมาเป็นเสาหลักและรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีระดับโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2017 โดย Changpeng Zhao (CZ) ผ่านการขายโทเคน BNB ระดมทุนได้ราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จำนวน 100 ล้าน BNB ที่ราคาเฉลี่ย 0.15 ดอลลาร์) จนก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 335 ล้านราย และถือครองสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (Assets Under Custody) สูงถึง 1.628 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานประจำปี 2025

 

ในแง่โครงสร้างองค์กร Binance ขึ้นชื่อเรื่องการไม่มีสำนักงานใหญ่ถาวร โดยดำเนินงานผ่านเครือข่ายบริษัทในต่างประเทศ ปัจจุบันบริหารงานโดย Co-CEO ยี่เหอ (Yi He) หลังผ่านมรสุมทางกฎหมายกับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ในปี 2023 ที่ยอมรับสารภาพและจ่ายเงินปรับ 4.3 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่ CZ จะได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนตุลาคม 2025

 

อย่างไรก็ดี สถาปัตยกรรมของ Binance เน้นการรวมสินทรัพย์ของลูกค้าไว้ในกระเป๋าเงินรวม (Pooled Wallets) และบันทึกการทำธุรกรรมผ่านระบบบัญชีภายในร่วมกับเครื่องมือจับคู่คำสั่งซื้อขายความเร็วสูง (MatchBox) เพื่อตัดค่าธรรมเนียมเครือข่าย (Gas Fees) และเพิ่มความเร็วสูงสุดในการส่งคำสั่ง ซึ่งการแลกเปลี่ยนทางเทคนิคนี้ได้สร้างจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง (Single Point of Failure) ที่หากระบบอนุมัติส่วนกลางถูกเจาะ จะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ของผู้ใช้จำนวนมหาศาลพร้อมกัน

Binance ถูกแฮ็ก 2.12 แสนล้าน ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ สะเทือนมายาคติโลกคริปโต

 

เบื้องหลังการโจมตีและผู้ต้องสงสัย

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการแฮกแล็ปท็อปของวิศวกร (DevOps engineer) ซึ่งกลายเป็นช่องทางเข้าถึงสิทธิ์อนุมัติการถอนเงินผ่านตัวแทนอนุมัติอัตโนมัติและอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่บุคคล (Non-Human Identities - NHI) ตลอดจนรหัสเซสชัน API (API Session Tokens)

 

ช่องโหว่ดังกล่าวเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์ใช้ระบบอัตโนมัติสั่งอนุมัติการถอนเงินข้ามบล็อกเชนถึง 8–10 เครือข่ายได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที หลังจากการเตรียมการออฟไลน์ไม่ต่ำกว่า 36 ชั่วโมง บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชั้นนำอย่าง TRM Labs และ Chainalysis ประเมินด้วยความมั่นใจสูงว่า การโจมตีนี้เป็นฝีมือของกลุ่ม TraderTraitor (หรือ Lazarus Group) จากเกาหลีเหนือ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการแฮกแพลตฟอร์ม Bybit มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างร้ายแรง เมื่อช่องโหว่ระดับอุปกรณ์ปลายทางของพนักงาน (Employee Endpoint) สามารถยกระดับไปสู่การควบคุมสิทธิ์ส่วนกลางและสั่งถอนเงินมูลค่ามหาศาลได้อย่างรวดเร็ว

 

มูลค่าความเสียหายและการอายัดสินทรัพย์  

 

มูลค่าความเสียหายในครั้งนี้ทุบสถิติโลก โดย Binance ประเมินผลกระทบสูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ขณะที่ Chainalysis ประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 5.9 พันล้านดอลลาร์) ถือเป็นการโจรกรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน

 

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือเร่งด่วนในอุตสาหกรรมสามารถติดตามและอายัดสินทรัพย์คืนมาได้ราว 2.54–3 พันล้านดอลลาร์ ผ่านผู้ออก Stablecoin และพันธมิตร เช่น Tether (อายัด ~1.57 พันล้านดอลลาร์), Circle (อายัด >800 ล้านดอลลาร์), Ripple (~200 ล้านดอลลาร์) และ World Liberty Financial (~27 ล้านดอลลาร์ใน Stablecoin และ ~2 ล้านดอลลาร์ในโทเคน WLFI ผ่าน BitGo)

 

ด้านมาตรการคุ้มครองผู้ใช้ ยี่เหอยืนยันว่า Binance จะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด เงินฝากลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบ โดยเตรียมใช้กองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) ในการชดเชย พร้อมระงับการถอนเงินชั่วคราว 48 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี ในเชิงวิเคราะห์ กองทุน SAFU ถือครองสินทรัพย์เป็น Bitcoin ทั้งหมด ทำให้มูลค่ากันชนในการคุ้มครองในรูปดอลลาร์ลดลงโดยอัตโนมัติในช่วงที่ราคา Bitcoin ดิ่งลงจากเหตุการณ์แฮกดังกล่าว

 

ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังคงส่งผลกระทบเป็นลอนคลื่น (Ripple Effect) ลุกลามไปยังราคาสินทรัพย์และสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

ผลกระทบต่อตลาดคริปโตในทางเศรษฐกิจ  

 

เมื่อเสาหลักด้านสภาพคล่องสั่นคลอน ตลาดการเงินคริปโตจึงตอบสนองด้วยความผันผวนอย่างหนัก โดยราคา Bitcoin ดิ่งลงกว่า 3–5% แตะระดับ 76,368–77,000 ดอลลาร์สหรัฐ, Ether ร่วงลงแตะ 2,178 ดอลลาร์, และเหรียญ BNB ร่วงลง 5% เหลือ 709.70 ดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดการล้างพอร์ตสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Leveraged Liquidation) มูลค่ารวมกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์

 

ที่น่าจับตาคือ การล้างพอร์ตมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยกดดันทางมหภาคที่เปราะบางอยู่แล้ว จากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงและความต้องการลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่อ่อนตัวลง นอกจากนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปยังหุ้นที่เกี่ยวเนื่อง เช่น Coinbase ร่วง 4.8% และ MicroStrategy (Strategy) ร่วงเกือบ 6%

 

วิกฤตครั้งนี้ยังก่อให้เกิดความล้มเหลวของสภาพคล่องข้ามแพลตฟอร์ม (Contagion Risk) โดย CoinDCX ศูนย์ซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งพึ่งพาสภาพคล่องสัญญา Futures จาก Binance ต้องประกาศจำกัดการส่งคำสั่งในตลาด Futures เป็นแบบ "Reduce-only" ชั่วคราว ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเชิงระบบที่พร้อมส่งผ่านความเสี่ยงทันทีเมื่อศูนย์กลางชำรุด

 

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์ (CEX) อย่างรุนแรง โดยชี้ให้เห็นว่าจุดสุ่มเสี่ยงไม่ใช่อุปกรณ์ของผู้ใช้รายย่อย แต่คือระบบควบคุมภายในและอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่บุคคล (Non-Human Identities - NHI) บนอุปกรณ์ปลายทางของพนักงาน

 

การแก้ไขจุดอ่อนนี้ กำลังบีบให้อุตสาหกรรมต้องยกระดับความปลอดภัยครั้งใหญ่ เพราะนี่คือบททดสอบเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ทุกฝ่ายต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรูปลูกปัญญา เปิดติวฟรี TGAT-TPAT รับ TCAS70 สด 7-8 พ.ย. นี้

ทรูปลูกปัญญา เปิดติวฟรี TGAT-TPAT รับ TCAS70 สด 7-8 พ.ย. นี้