
วรวงศ์ชี้ลดขาดดุลการค้า เงื่อนไขเศรษฐกิจไทยโตเกิน 2.1%
ไทยขาดดุลการค้าสะสม 1.4 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก วรวงศ์เสนอเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐและอียู หวังลดแรงฉุดเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- กันยายน 2569 ไทยขาดดุลการค้า 5,856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12
- ส่งออก 9 เดือนแรกมีมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์ แต่นำเข้าสูงถึง 348,281.8 ล้านดอลลาร์
- วรวงศ์เสนอเร่งเจรจาภาษีกับสหรัฐและสรุป FTA ไทย–อียู พร้อมทบทวนผลของ FTA ไทย–ยูเออี
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เตือนรัฐบาลเร่งลดการขาดดุลการค้า หลังไทยขาดดุลสะสมช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2569 ราว 43,693 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยระบุว่า หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน 2.1% ต้องแก้ปัญหานี้ควบคู่กับการส่งเสริมการส่งออก
เดือนกันยายน ไทยขาดดุลการค้า 5,856 ล้านดอลลาร์ นับเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน ตั้งแต่ตุลาคม 2568 ขณะที่ตลอด 9 เดือนแรกไทยไม่เกินดุลเลย โดยเดือนเมษายนขาดดุลสูงสุด 10,021.3 ล้านดอลลาร์ นายวรวงศ์มองว่าตัวเลขต่อเนื่องสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งจัดการ
ข้อมูลการค้าในช่วงดังกล่าวระบุว่า ไทยส่งออกมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์ โดยเดือนกันยายนส่งออก 38,438.9 ล้านดอลลาร์ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 348,281.8 ล้านดอลลาร์ นายวรวงศ์กล่าวว่า การส่งออกที่เติบโตต่อเนื่องเป็นผลจากการเปิดตลาดและเจรจาการค้าในช่วงที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าทำให้ไทยไม่ได้ประโยชน์จากการส่งออกเต็มที่
นายวรวงศ์เคยแสดงความเห็นแย้งกับคำกล่าวของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่าการส่งออกโตแต่ยังไม่มีประสิทธิภาพ โดยเขาเห็นว่าผลส่งออกปีนี้เป็นไปตามที่คาด อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าตัวเลขส่งออกสูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรง และรัฐบาลยังไม่มีมาตรการชัดเจนพอที่จะรับมือกับการขาดดุลที่เพิ่มขึ้น
ข้อเสนอของนายวรวงศ์มีสองเรื่อง คือเร่งเจรจาอัตราภาษีกับสหรัฐให้ได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อไทย เพื่อลดความไม่แน่นอนของผู้ส่งออก และเร่งสรุปความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป โดยชี้ว่าการส่งออกไปอียูเดือนกรกฎาคมขยายตัวกว่า 31% และตลาดนี้มีโอกาสช่วยเพิ่มช่องทางขายสินค้าไทย
ส่วนความตกลงการค้าเสรีไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งรัฐบาลประกาศสรุปผลเจรจาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นายวรวงศ์ขอให้พิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมในประเทศและการนำเข้าสินค้าปิโตรเคมีจากยูเออีที่อาจเพิ่มขึ้น
นายวรวงศ์ระบุว่า ยอดขาดดุล 9 เดือนคิดเป็นราว 7–8% ของ GDP ทั้งปี และการส่งออกสุทธิที่ลดลงเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ เขาอ้างประมาณการ IMF ว่า GDP ไทยปี 2569 จะโต 1.5% ต่ำสุดในภูมิภาค เทียบกับอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียที่คาดว่าโตมากกว่า 3.5% และเวียดนามที่คาดว่าโต 7.1%
หากการนำเข้ายังโตเร็วกว่าการส่งออก ภาคธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศอาจเผชิญแรงกดดัน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอาจกระทบโอกาสทางธุรกิจและการจ้างงานในระยะยาว







