ผ่าค่าธรรมเนียมแบงก์ ธปท. หั่นหนัก 15 รายการ เริ่มใช้เรทใหม่ 1 มิ.ย.69
เจาะร่างหลักเกณฑ์มาตรฐานค่าบริการและการให้บริการฉบับใหม่ 15 รายการ ธปท. เปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 10 พ.ค.69 แบงก์เริ่มใช้อัตราใหม่ 1 มิ.ย.69 ก้าวสำคัญสู่ความเป็นธรรมทางการเงิน
KEY
POINTS
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมปรับลดและกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมธนาคารกว่า 15 รายการ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569
- ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึง 10 พฤษภาคม 2569
- การปรับปรุงครอบคลุมค่าบริการ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ บัญชีเงินฝาก, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, ธุรกรรมชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคลื่อนไหวครั้งสำคัญต่อแวดวงการเงินไทย ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เพื่อมุ่งยกระดับความเป็นธรรมและสร้างมาตรฐานใหม่ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน
เหตุผลและความจำเป็น เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ที่ผ่านมา ธปท. เล็งเห็นว่าการเรียกเก็บค่าบริการทางการเงินบางรายการไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาไปมากจนต้นทุนการให้บริการลดลงหรือแทบไม่มีต้นทุนแล้ว แต่ผู้ประกอบธุรกิจยังคงเรียกเก็บค่าบริการในอัตราเดิม นอกจากนี้ บางบริการยังมีช่วงอัตราค่าบริการที่กว้างเกินไปจนอาจเป็นการเรียกเก็บที่สูงเกินควร
หลักเกณฑ์ใหม่นี้จึงถูกร่างขึ้นภายใต้กรอบ “ความเป็นธรรมและไม่เอาเปรียบ” โดยกำหนดให้การเรียกเก็บค่าบริการต้องคำนึงถึงต้นทุนจริง ไม่เรียกเก็บซ้ำซ้อน และไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคจนเกินสมควร ซึ่งครอบคลุมทั้งสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต และมีกำหนดจะเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
เจาะ 4 หมวดค่าบริการตามมาตรฐานใหม่
ร่างหลักเกณฑ์นี้ได้กำหนดเพดานและมาตรฐานสำหรับค่าบริการที่เป็น “บริการพื้นฐาน” ใน 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related)
(สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดา และ SMEs)
1.ค่าขอรายการเดินบัญชี (statement):
- แบบกระดาษ: กำหนดอัตราการเรียกเก็บ หากย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ให้คิดไม่เกิน 100 บาทต่อครั้ง (รวมได้สูงสุด 3 บัญชี) และหากย้อนหลังมากกว่า 12 เดือน คิดไม่เกิน 200 บาทต่อบัญชี
- แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-statement): หากย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน “ไม่คิดค่าบริการ” ส่วนกรณีขอย้อนหลังมากกว่า 12 เดือน ให้เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาทต่อบัญชี
2.ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน: เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาทต่อครั้ง ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อมูลเงินฝาก หนี้สิน และภาระผูกพัน โดยอาจเรียกเก็บค่าจัดส่งตามจริงเพิ่มเติมได้
3.ค่ารักษาบัญชีเงินฝาก: กำหนดเพดานไม่เกิน 20 บาทต่อเดือนสำหรับบัญชีเงินฝากทุกประเภท และสถาบันการเงินต้องไม่กำหนดให้บัญชีที่มียอดเงินมากกว่า 2,000 บาท และไม่เคลื่อนไหวน้อยกว่า 1 ปี เป็นบัญชีไม่เคลื่อนไหว
กลุ่มที่ 2 ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related)
(สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดา)
1.ค่าแรกเข้าและค่ารายปีสาหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน: สถาบันการเงินต้องจัดให้มีบริการบัตรพื้นฐาน โดยคิดค่าบริการรวมทั้งหมด (all-in) ไม่เกิน 150 บาทต่อปี
2.ค่าแรกเข้าและค่ารายปีสาหรับบัตรเดบิตพื้นฐาน: บัตรเดบิตพื้นฐานต้องคิดค่าบริการรวมทั้งหมด (all-in) ไม่เกิน 200 บาทต่อปี
(สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม)
3.ค่าบริการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต: กำหนดอัตราเรียกเก็บไม่เกิน 2-2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน
กลุ่มที่ 3: ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related)
(สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม)
1.ค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน: สำหรับการฝาก ถอน โอนเงินผ่านเครื่องอัตโนมัติ (ATM/CDM), การฝาก ถอน โอนเงินผ่านสาขา, การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต รวมถึงการฝากเช็ค “ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ” แม้จะเป็นการทำธุรกรรมข้ามจังหวัดหรือข้ามเขตสำนักหักบัญชี
2.ค่าบริการการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน (same day): เรียกเก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ
3.ค่าธรรมเนียมชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (Commission in-lieu of Exchange): เรียกเก็บได้ไม่เกิน 0.125% ของจำนวนเงินสาหรับทุกสกุลเงิน, เรียกเก็บขั้นต่ำได้ไม่เกิน 300 บาท โดยเฉพาะลูกค้าบุคคลธรรมดาและ SMEs กำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท และห้ามเรียกเก็บกรณีโอนระหว่างบัญชีภายในสถาบันการเงินเดียวกัน (ไม่รวมถึงกรณีการทำธุรกรรม โดยใช้ธนบัตรสกุลต่างประเทศ)
(สำหรับบุคคลธรรมดาและ SMEs)
4.ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต: เรียกเก็บได้เฉพาะจากผู้โอนเงินเท่านั้น และต้องไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ
กลุ่มที่ 4: ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ SMEs
1.ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee): เรียกเก็บได้เพียงครั้งเดียวต่อการขอวงเงิน โดยหากวงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท คิดไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน แต่ไม่เกิน 250,000 บาท หากมากกว่า 15 ล้านบาท คิดไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน
2.ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา (term loan): ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ ยกเว้นในกรณีลูกค้าได้รับวงเงินเพิ่มขึ้น จะเรียกเก็บได้เฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นตามอัตรา front-end fee
3.ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน (revolving loan): ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ ยกเว้นในกรณีลูกค้าได้รับวงเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งจะใช้หลักการคำนวณเดียวกับค่าบริการ term loan
4.ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee): เรียกเก็บได้ไม่เกิน 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง อย่างไรก็ตาม ห้ามเรียกเก็บ หากลูกค้าชำระเงินต้นเกิน 50% ของสัญญา และชำระมาแล้วเกิน 50% ของระยะเวลาสัญญา
5.ค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน: ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ หากมีการเบิกใช้หรือชดเชยต้นทุนสำรองไปแล้ว
มาตรการกำกับดูแล ปิดช่องโหว่การเอาเปรียบ
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ธปท. ได้วางกฎเหล็กเพิ่มเติม ดังนี้
1.ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา: หากปัจจุบันผู้ประกอบการคิดค่าบริการต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ หรือไม่ได้เรียกเก็บอยู่แล้ว ห้ามปรับเพิ่มขึ้น เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นด้านต้นทุนที่พิสูจน์ได้ชัดเจน
2.ห้ามเก็บค่าบริการใหม่ทดแทน: ผู้ประกอบการห้ามเรียกเก็บค่าบริการรายการใหม่ หรือแอบไปปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่กำหนดในประกาศฉบับนี้
3.ความโปร่งใส: ต้องเปิดเผยข้อมูลค่าบริการอย่างชัดเจน ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันเสมอ
ร่างหลักเกณฑ์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ SMEs ในวงกว้างเท่านั้น แต่ยังเป็นการกดดันให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนด้วยเทคโนโลยี แทนการพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมในรูปแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจสามารถกำหนดเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามากกว่าที่เกณฑ์กำหนดได้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น


