ธปท.ผ่อนเกณฑ์นำรายได้กลับไทยเป็น 10 ล้านดอลล์ ลดแรงกดดันบาทแข็ง
ธปท. ขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศที่ไม่ต้องนำกลับไทยเป็น 10 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อครั้ง เพื่อลดแรงกดดันบาทแข็งค่า ลดต้นทุนในการโอนเงินระหว่างประเทศ เพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ
KEY
POINTS
- ธปท. และกระทรวงการคลังขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ จากเดิม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง
- มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเงินบาท โดยลดความจำเป็นในการขายเงินดอลลาร์เพื่อแลกเป็นเงินบาท
- มาตรการนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการในการบริหารจัดการรายได้และรายจ่ายในต่างประเทศ และช่วยลดต้นทุนการโอนเงิน
นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้ผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ (Repatriation) ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวานนี้ (19 ม.ค. 2569)
โดยได้ขยายวงเงินรายได้ต่างประเทศของคนไทยและผู้ประกอบการไทยที่ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง (จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง) ซึ่งมูลค่าธุรกรรมการส่งออกที่ต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
มาตรการนี้จะช่วยลดแรงกดดันด้านแข็งค่าต่อเงินบาท เพราะผู้ประกอบการสามารถนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปชำระค่าสินค้าหรือเก็บไว้บริหารจัดการต่อได้ โดยไม่ต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และซื้อเงินบาท ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยลดต้นทุนในการโอนเงินระหว่างประเทศ รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการรายได้และรายจ่ายของผู้ประกอบการ
ซึ่งมาตรการนี้เป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่ ธปท. ดำเนินการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน
ที่ผ่านมา ธปท. ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า โดยเรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป และเพิ่มความเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกตรวจเอกสารธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ รวมถึงอยู่ระหว่างการออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเรียกข้อมูลการซื้อขายทองคำ และพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท


