
เจาะ 5 ยุทธศาสตร์ KTB เร่งเครื่องการเติบโตปี 69 ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ
เปิด 5 ยุทธศาสตร์ปี 69 “KTB” กลไกขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้ความท้าทายเศรษฐกิจ ตั้งเป้า ROE มากกว่า 10% ปลดล็อกมูลค่าหุ้น
KEY
POINTS
- ธนาคารกรุงไทย (KTB) กำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลักสำหรับปี 2569 เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ประกอบด้วย การยึดโยงกับภาครัฐ, การสร้างการเติบโตใหม่, การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า, การลงทุนด้านเทคโนโลยีและข้อมูล และการปรับวัฒนธรรมองค์กร
- กลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น GDP เติบโตต่ำและปัญหาหนี้สิน โดยมุ่งสร้างการเติบโตจากเซ็กเมนต์ลูกค้าใหม่ๆ เช่น กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) และกลุ่ม Wealth
- KTB จะเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยนำ AI มาช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีความคล่องตัวและเปิดกว้างมากขึ้น
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีบทบาทเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ภารกิจหลักจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันและตอบโจทย์ผลตอบแทนทางการเงินแก่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวิสัยทัศน์หลักในการสร้าง “Better Life for All”
KTB มีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึง 55% ทำให้ต้องตอบโจทย์ด้านการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ การส่งเสริม Financial Inclusion โดยนำกลุ่มประชากรที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการสนับสนุนรัฐบาลดิจิทัล
“สุริพงษ์ ตันติยานนท์” ประธานผู้บริหาร Retail Banking ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ฉายภาพการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของกรุงไทย นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา
โดยหลัก ๆ คือ การทำ Digital Transformation เริ่มจากการพัฒนาแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT ในช่วงปี 2562 และพัฒนาแอปพลิเคชัน “เป๋าตังค์” ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ภาครัฐในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็น Open Platform ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการได้
กรุงไทยได้ใช้กลไกทางดิจิทัลเพื่อขยายขอบเขตการบริการให้ครอบคลุมประชาชนในวงกว้าง และสนับสนุนภารกิจของรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทั้งการซื้อพันธบัตรรัฐบาล การพัฒนาแอปพลิเคชันเฉพาะทางเพื่อสุขภาพและการศึกษา
ปัจจุบัน กรุงไทยมีการเติบโตด้านผู้ใช้งานดิจิทัลอย่างมหาศาล โดยมีผู้ใช้งาน Krungthai NEXT อยู่ที่ 21 ล้านราย, เป๋าตังค์ ประมาณ 40 ล้านราย, Line Connect 23 ล้านราย และ ถุงเงิน 2 ล้านร้านค้า
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ดิจิทัลจะรุดหน้า แต่สาขาที่มีจำนวน 960 สาขา ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสาขาทำหน้าที่เป็นจุดอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนที่ต้องยืนยันตัวตน และเป็นช่องทางให้คำแนะนำแก่กลุ่มเป้าหมายของโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ยังไม่มั่นใจในการใช้ดิจิทัลให้สามารถก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้
การเปลี่ยนผ่านองค์กรนำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการเงินที่โดดเด่น สะท้อนจากกำไรสุทธิ สิ้นปี 2567 กรุงไทยมีกำไรสุทธิ 43,900 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับธนาคารชั้นนำอื่น ๆ
ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยรวมดีขึ้น จาก 3.8% ในปี 2563 มาอยู่ที่ระดับ 2.9% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณา NPL โดยไม่รวมสินเชื่อภาครัฐที่มีความเสี่ยงต่ำ อัตรา NPL ลดลงอย่างมาก จาก 4.4% ในปี 2563 เหลือเพียง 3.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของกรุงไทยสะท้อนกลับไปยังประเทศโดยตรงในฐานะที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 55%
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ของกรุงไทย เพิ่มขึ้นจากประมาณ 155,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 380,000 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ของกระทรวงการคลังเพิ่มขึ้นประมาณ 124,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา กรุงไทยได้คืนเงินให้กับประเทศผ่านค่าธรรมเนียม FIDF ภาษี และเงินปันผล รวมเป็นเงินประมาณ 122,000 ล้านบาท
โดยรวมแล้ว กรุงไทยได้สร้างการสนับสนุนให้กับประเทศ (รวมมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ Market Cap และรายได้ที่คืนกลับ) เป็นมูลค่ารวมกว่า 246,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างมูลค่าและนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
5 ยุทธศาสตร์ปี 69 หนุนเติบโต
“ธวัชชัย ชีวานนท์” ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ระบุว่า กรุงไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ 5 ด้าน สำหรับปี 2569 ประกอบด้วย
1. ยึดโยงกับภาครัฐและ Public Ecosystem กรุงไทยใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์และโครงสร้างการเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐ เพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจ Corporate, SME และ Retail
2. สร้าง New Growth Engines ด้วยการมองหาเซ็กเมนต์ลูกค้าใหม่ ๆ เช่น กลุ่มที่ยังไม่เข้าถึงบริการทางการเงิน (Underserved) และกลุ่ม Wealth ที่ต้องการ Investment product ที่ซับซ้อน พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการให้บริการโซลูชันที่ครบถ้วนแก่ลูกค้า Corporate และ SME
3. ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) เพื่อลด Pain point สำคัญ เช่น การรอคิวนานที่สาขา โดยธนาคารจะออกแบบบริการใหม่ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น
4. ลงทุนต่อเนื่องในด้าน Tech และ Data กรุงไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างหนักในช่วง 9-10 ปีที่ผ่านมา และจะเดินหน้าใช้ Data ในเชิงลึก และนำ AI มาช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ
5. ปรับวัฒนธรรมองค์กรสู่ New Gen & Open Culture เปลี่ยนภาพลักษณ์จากธนาคารกึ่งภาครัฐแบบเดิม ให้เป็นองค์กรที่เปิดกว้าง คล่องตัว และมี DNA แบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurial mindset) มากขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย ซึ่งเติบโตอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และแนวโน้มในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็ยังเติบโตในระดับ 1–2%
การเติบโตของ GDP ที่ต่ำนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับลดลง คาดปี 2569 จะอยู่ที่ 1.00% ต่อปี ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของสถาบันการเงิน
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปัญหาหนี้สิน ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าหากนับรวมหนี้ในระบบและนอกระบบ คนไทยกว่า 80% มีหนี้สิน และสัดส่วนคนที่ไม่มีหนี้ลดลงจาก 22% เหลือเพียง 17% เท่านั้น สะท้อนว่าประชาชนลำบากมากขึ้นและต้องกู้ยืมเงินเพื่อประคองการใช้ชีวิต
หากพิจารณา “หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี” ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 114% ของจีดีพี และหากรวมหนี้นอกระบบ ตัวเลขจะเกิน 100% บ่งชี้ว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการกู้ยืมในระบบได้ แนวโน้มหนี้สินที่สูงขึ้นนี้ย่อมกระทบต่อการตัดสินใจปล่อยกู้ของธนาคาร
ขณะเดียงกัน ปัจจุบันมูลค่าหุ้นของธนาคารพาณิชย์และราคาตลาดเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชี (P/BV) เทียบกับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ของธนาคารพาณิชย์ไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารระดับภูมิภาค เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ หรืออินโดนีเซีย สวนทางกับการเติบโตของกำไร แต่ตลาดกลับไม่ให้ Valuation สูง ทำให้ธนาคารไทยหลายแห่ง P/BVยังคงต่ำกว่า 1 เท่า
นอกจากนี้ ในแง่ของ P/E แม้กำไรเติบโต แต่ราคาหุ้นไม่ค่อยไปไหน หุ้นไทยจึงถูกมองว่าถูกเกินไป ในส่วนของกรุงไทย คาดว่า P/E ปี 2568 จะอยู่ที่ 7.8 เท่า
ทั้งนี้ กรุงไทย ตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นหุ้น (ROE) มากกว่า 10% ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของธนาคารออกมาที่ราคาหุ้น







