
SCB EIC ชี้หากตั้งรัฐบาลใหม่ถึงต.ค.สะเทือนงบปี 67 คาดขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง
SCB EIC ประเมินตั้งรัฐบาลใหม่ช้าถึงต.ค. จะสะเทือนเบิกจ่ายงบประมาณปี 67 คาดเฟดและกนง.จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง มองสิ้นปีค่าเงินบาทแตะ 32-33 บาท/เหรียญสหรัฐฯ จากการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจฟื้น และดอลลาร์อ่อน
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจ และตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้มุมมองเกี่ยวกับผลกระทบจากการเมืองไทยต่อเศรษฐกิจว่า ยังคงประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 3.9% บนสมมุติฐานที่ว่าสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2566
แม้จะยังส่งผลทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าราว 3 เดือน แต่ก็จะเริ่มโครงการที่สำคัญ ๆ ได้ในปีหน้า เนื่องจากรัฐบาลได้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนและเร่งอนุมัติโครงการลงทุนไว้ก่อนยุบสภา
แต่อาจเกิดกรณีที่แย่กว่านั้น คือตั้งรัฐบาลล่าช้าถึงเดือนตุลาคม เท่ากับจะเบิกจ่ายงบประมาณช้าถึง 6 เดือน จึงน่าจะส่งผลกระทบไปถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของปี 2567 อย่างแน่นอน และตัวเลขการใช้จ่ายภาครัฐก็ย่อมกระทบด้วย
"อยากเห็นรัฐบาลใหม่ตั้งได้เร็ว ๆ จะทำให้การดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้เร็วขึ้น ก็จะดีกับเศรษฐกิจเช่นเดียวกับที่หลายคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและอยากเห็นประเทศดีขึ้น"
นอกจากนี้ ด้วยนโยบายหาเสียงสำคัญที่จะผลักดันต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ในกรณีฐาน SCB EIC คาดว่านโยบายหลักของแกนนำรัฐบาลชุดใหม่จะส่งผลบวกต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับการบริโภค รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่บางธุรกิจอาจได้รับผลลบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงบางกลุ่มธุรกิจที่มีประเด็นผูกขาดทางการค้า
แม้ด้านหนี้สาธารณะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในทุกฉากทัศน์ของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากการดำเนินการตามรายจ่ายจากชุดนโยบายหาเสียง นอกเหนือจากแรงกดดันจากรายจ่ายเข้าสู่สังคมสูงอายุที่มีอยู่เดิม สะท้อนความจำเป็นต้องปฏิรูปการคลังเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง
"หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ถ้ามีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ จะกระทบต่ออุตสาหกรรมที่มีต้นทุนค่าจ้างในอัตราสูง ได้แก่ การเกษตร ค้าปลีก ค้าส่ง และก่อสร้าง ที่น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น เช่นเดียวกับหากปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท/วันทันที จะส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อขึ้น 0.6%"
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ประจำไตรมาส 2 ปี 2566 ในภาพรวมนั้น SCB EIC คงประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2566 ไว้ที่ 3.9% ตามการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยวรวมถึงภาคบริการที่ฟื้นตัวดี แม้การส่งออกไม่สดใสนัก
โดยการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงอยู่ที่ 30 ล้านคน ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสแตะ 1.27 ล้านล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยในปี 2562 มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แม้ด้านการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีไม่สดใสนักและเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญของเศรษฐกิจ
"ตั้งแต่ต้นปีว่าการท่องเที่ยวจะทำให้การบริโภคภาคเอกชนดีขึ้นตามด้วย เช่นเดียวกับที่การจ้างงานด้านท่องเที่ยวและบริการก็กลับมา แต่ด้วยโลกที่หม่นลงน่าทำให้การส่องออกแย่ แต่จากทองเที่ยวที่ดีเลยยังทำให้คงประมาณการณ์ที่ 3.9% ได้อยู่"
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ปรับลดคาดการณ์มูลค่าส่งออกสินค้าไทยปีนี้เหลือ 0.5% (เดิม 1.2%) จากอุปสงค์โลกที่ยังอ่อนแอ แรงหนุนตลาดส่งออกจีนที่แผ่วกว่าคาด และความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเผชิญกับเอลนีโญระดับอ่อนถึงรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายในภาคเกษตรราว 40,000 ล้านบาทโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นปีหน้า
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงมากอยู่ที่ 2.1% ตามราคาพลังงานในประเทศที่ปรับลดลง แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานภาครัฐ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงเทียบจากอดีตอยู่ที่ 1.7% สะท้อนการทยอยส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตสู่ราคาผู้บริโภคและแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว
นอกจากนี้ SCB EIC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2566 อยู่ที่ 2.1% (เดิม 2.3%) เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจต้นไตรมาส 2 ออกมาแย่กว่าที่คาดไว้ การฟื้นตัวของภาคการผลิตและภาคบริการยังมีความแตกต่างกันสูง อีกทั้งความเสี่ยงด้านต่ำมีมากขึ้น อาจกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง ความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจมีแนวโน้มถูกกดดันทั้งจากอุปสงค์ที่ลดลง เงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำลง รวมถึงปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีโอกาสรุนแรงมากขึ้น
อีกทั้งมองว่า ธนาคารกลางสำคัญมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกไม่เกิน 1-2 ครั้งในปีนี้ จากเงินเฟ้อพื้นฐานที่มีแนวโน้มปรับลดลงช้าตามภาวะตลาดแรงงานที่ยังตึงตัว แม้แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับลดลงเร็วกว่าคาดและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงทยอยกลับมาเป็นบวก โดยวงจรการขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลกจึงมีแนวโน้มใกล้สิ้นสุดลง
อย่างไรก็ดี มาตรการ Quantitative tightening ของเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies) จะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกปรับลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าจะส่งผลต่อตลาดการเงินของเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ผ่านเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
ดังนั้น SCB EIC คาดว่านโยบายการเงินไทยจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องสู่ Terminal rate ที่ 2.5% ในไตรมาส 3 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และเงินเฟ้อแม้จะกลับมาอยู่ในกรอบแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านสูงจากการส่งผ่านต้นทุน และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์
"แม้การปรับขึ้นดอกเบี้ยน่าจะใกล้สิ้นสุดแล้ว แต่เฟดก็น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง และจากกรณีฐานมองว่า กนง. น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง"
ด้วยภาวะการเงินไทยจึงมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง ในระยะสั้นเงินบาทจะยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มแข็งค่าและเงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากเงินหยวนอ่อนค่า
โดยเงินบาทจะปรับแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีนี้ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะปรับดีขึ้นหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และเงินดอลลาร์สหรัฐที่จะกลับมาอ่อนค่าหลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย







