
ส.อ.ท. แนะ เพิ่มพลังงานสะอาด แก้ปัญหาค่าไฟ
ส.อ.ท.แนะกระทรวงการคลังเพิ่มเงินอุดหนุน ลดโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อจัดการและแก้ไขปัญหาค่าไฟแพง
นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ชี้ว่า ปัญหาค่าไฟไทยในช่วงที่ผ่านมาปรับขึ้นจากเดิมมาก ภาคอุตสาหกรรมปรับสูงถึงหน่วยละ 5.33 บาท ขณะที่ภาคครัวเรือนจ่ายหน่วยละ 4.72 บาท แน่นอนว่าย่อมส่งผลกับต้นทุนผู้ประกอบ และกระทบปากท้องผู้บริโภคต่อเป็นทอดๆ
เมื่อมีข่าวค่าไฟฟ้าแพงออกมาเมื่อไหร่จะมีกระบวนการปลุกกระแสปล่อยข่าวว่าต้นทุนที่แพงนั้นมาจากพลังงานหมุนเวียนในอดีตซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว พลังงานหมุนเวียนในอดีตมีสัดส่วนต่อค่าไฟฟ้าไม่ถึง 1% และ ในปัจจุบัน สัดส่วนดังกล่าวได้รถลดลงไปจนเกือบจะหมดและภายในระยะเวลา 2-3 ปีการอุดหนุนเหล่านี้อายุสัมปทานก็จะหมดลง เราสามารถดูได้จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกว่าสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนสูงขึ้น
โดย สาเหตุของค่าไฟแพงมาจากปัจจัยหลัก ดังนี้
1. การวางแผนในระดับนโยบายที่ผิดพลาด มององค์ประกอบไม่ครบถ้วน ขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่เปิดรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
2. การเลือกกำหนดสัดส่วนของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยประเมินว่าราคา LNG จะถูกและราคานิ่งยาวตลอด จึงโฟกัสไปที่ต้นทุนพลังงานเดียว
3.ภาวะโลกร้อน และการให้คำมั่นว่า ไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 แต่นโยบายด้านพลังงาน ยังดูไม่เป็นรูปเป็นร่างและไม่สามารถดำเนินการดังที่กล่าวไว้ได้
4.การสำรองไฟของประเทศที่เกินอันเนื่องมาจากการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก GDP และเมื่อเกิดภาวะโรคระบาดโควิดทำให้ส่วนเกินมากขึ้นไปอีก อีกทั้งยังเร่งกระบวนการและอนุมัติในการจัดตั้ง และเร่งรัดงานก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิล จนทำให้มีปริมาณสำรองมากกว่า 15% เกินกว่ามาตรฐานการสำรองของความต้องการใช้ไฟฟ้า
5.สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นจุดสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงและ ประเทศไทยไม่มี Risk management มาบริหารจัดการ
6. ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเคยอ่อนตัวลึกถึง 38 บาทต่อดอลลาร์
นอกจากนี้ จากนโยบายภาครัฐที่กำหนดพลังงานหมุนเวียน Renewable energy (RE) ให้มีสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า 50% ในปี 2050 นั้น มีการศึกษาเชิงลึกจากหลากหลายสถาบันที่เชื่อถือได้ระดับโลก ว่าไม่สามารถจะตอบโจทย์ ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศในปี 2050 ได้ สอดคล้องกับงานวิจัยที่มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชนได้จัดทำแผน PDP ภาคประชาชนร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพบว่าถ้าจะตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 ประเทศไทยต้องใช้พลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 80%
โดยแนวทางการแก้ปัญหาค่าไฟแพงใน 3 ระดับ คือ
1.ระยะสั้นคือ 1-3 ปี แก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเฉพาะหน้าโดยใช้มาตรการการเงินการคลังเข้ามาช่วย
2. ระยะกลาง 4-10 ปี กำหนดสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่มาจากฟอสซิลให้ลดน้อยลงสนับสนุนพลังงานสะอาดที่เป็นเทรนของโลกให้มากขึ้น ต้องแล้วเสร็จไม่น้อยกว่าที่ประเทศต่าง ๆ กำหนด และคำนึงถึงองค์กรต่าง ๆ ที่มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตมีความต้องการพลังงานสะอาดซึ่งมีความเร็วกว่านโยบายในระดับประเทศ
3. ระยะยาว 1-10 ปีขึ้นไป มุ่งไปสู่การเปิดไฟฟ้าเสรี (แต่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้าเป้าใน 10 ปีข้างหน้า) ให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคาเพื่อจะเกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายทั้งในระดับรากหญ้าจนถึงผู้ผลิตขนาดใหญ่
“การวางแผนพลังงานของประเทศผิดพลาดหลายจุด จนทำลายการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงานของประเทศอย่างร้ายแรง การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ประเทศกลับหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนผู้บริหาร หรือมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลก็มักจะโยนกันไปต่อๆ ว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดนั้นชุดนี้แต่ในข้อเท็จจริงผู้มาเป็นผู้บริหารสามารถจะแก้ไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ถ้าจะทำ” นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช กล่าว







