posttoday
SCB มุ่งสู่ Digital Banking ดึงเศรษฐีรุ่นใหม่ดันแบงก์ยืนหนึ่งธุรกิจ Wealth

SCB มุ่งสู่ Digital Banking ดึงเศรษฐีรุ่นใหม่ดันแบงก์ยืนหนึ่งธุรกิจ Wealth

17 กุมภาพันธ์ 2566

เปิดยุทธ์ศาสตร์สู่ดาวเหนือของ กฤษณ์ จันทโนทก มุ่งเป็น Digital Bank ดึงลูกค้าเศรษฐีรุ่นใหม่เพิ่ม เพื่อส่งเข้าเส้นชัยยืนหนึ่งในธุรกิจ Wealth ภายในปี 2568 ที่ฐานลูกรวม 6 แสนราย และ AUM ที่ 1.6 ล้านล้านบาท ส่วนปีนี้มีสินเชื่อบวกไม่เกิน 5% มีและ ROE กว่า 10%

หลังรับบทบาทใหม่ในฐานะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มาได้ 6 เดือน กฤษณ์ จันทโนทก ก็พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ที่เขาใช้คำว่า "ยุทธศาสต์ดาวเหนือ" หรือการเป็นธนาคารที่ดียิ่งขึ้น โดยพิชิต 3 ภารกิจ คือ 1) มุ่งสู่การเป็น Digital Bank 2) เป็นอันดับหนึ่งด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และ 3) มอบประสบการณ์ให้บริการที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทาง (Omni Channel) ให้ลูกค้า

 

ด้วยหวังว่าจะแตะเป้าหมายระยะสั้นในปี 2566 ที่ต้องการสร้างสมดุลของการขยายพอร์ตสินเชื่อควบคู่กับการรักษาคุณภาพ ที่มีการเติบโตสินเชื่อประมาณไม่เกิน 5% และสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) มากกว่า 10% ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 40% 

 

เช่นเดียวกับที่ หลังจากปรับกระบวนการให้เป็น Digital Bank ครบวงจรตามแผน 3 ปีแล้ว  ในปี 2568 จึงมีเป้าหมายจะลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ให้ต่ำกว่า 40% รวมถึงการเป็นอันดับ 1 wealth wallet share พร้อมผลักดันสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ตามเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืน (ESG) 

 

แต่กว่าจะตกผลึกและตีโจทย์ออกมาตามที่ประกาศ กฤษณ์เล่าว่าเข้าใช้เวลาไม่น้อยไปกับการศึกษาและสร้างความเข้าใจให้ถ่องแท้ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่งคือเข้าใจกับวัฒนธรรมองค์กร ลูกค้า ด้วยการใช้เวลาเดินสายพบปะและพูดคุยกับผู้บริหาร พนักงาน และลูกค้า เพื่อให้รู้ความต้องการ

 

ต่อมาคือส่วนที่สอง ซึ่ง หลังเข้าใจมากขึ้นแล้ว ก็เริ่มทำความรู้จักกับทีมงานในระดับที่ลึกขึ้น ผ่านภาพรวมธุรกิจและตัวเลขการดำเนินงานต่าง ๆ และยังด้วยการจัดกิจกรรม เช่น Coffee with CEO และการประชุม Townhall และส่วนที่สาม เป็นเรื่องของการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ปีนี้ และแผนงาน 3 ปี นั่นเอง 

 

เชื่อว่าลูกค้าคาดหวังบริการที่ดียิ่งขึ้น จึงต้องการเสนอ Better Service เพื่อให้เราเป็น Better Bank

 

จากยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นเหมือนดาวเหนือนำทางธุรกิจภายใต้แผน 3 ปี ที่ต้องพิชิต 3 ภารกิจหลักนั้น กฤษณ์ขยายความเพิ่มเติมว่า ในส่วนการปรับองค์กรเป็น Digital Bank หลังจากที่ธนาคารได้ผ่านช่วง digital disruption ที่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่เข้ามาแข่งขันในภาคการเงินนั้น

 

ปัจจุบันพบว่ามีเพียงไม่กี่รายหรือแค่ 5% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่ธนาคารส่วนใหญ่ยังคงมีผลกำไรต่อเนื่อง ด้วยฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งและมีจุดเด่นทางด้านบริการที่ชัดเจนมากกว่า รวมถึงมีตัวเลขระบุว่ามีลูกค้ามีความถี่ในการใช้งานและเข้าถึงข้อมูลทั้งทาง app และเว็บไซต์ของกลุ่มธนาคารถึง 52% และกลุ่ม Tech Company เพียง 22%

 

ขณะเดียวกันแนวโน้มการใช้งานดิจิทัลของคนไทยปัจจุบันอยู่ในระดับสูง มีการใช้ app ด้านการเงินเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน และประมาณ 94% ของคนไทยเข้าถึงบริการทางการเงิน และมีความต้องการใช้บริการดิจิทัลเพิ่มขึ้น

 

SCB จึงต้องมีการยกระดับบริการสู่ Digital Bank อย่างเต็มตัว และมอบบริการการเงินดิจิทัลให้ได้อย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัลสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทางด้านบริการเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้า

 

ทั้งนี้ ธนาคารมีการปรับโครงสร้างบริหารงาน เพื่อรวมงานทางด้าน Digital Bank เทคโนโลยีสารสนเทศ และปฏิบัติการ ไว้ด้วยกันภายใต้ความดูแลของ ผู้จัดการใหญ่ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Technology

 

โดยทั้ง 3 ส่วนงานนี้เป็นส่วนสำคัญในการยกระดับธนาคารให้เป็น Digital Bank อย่างครบวงจร ไม่เพียงแต่ระบบการให้บริการเท่านั้น แต่จะมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ และการเติบโตให้แก่ธนาคารต่อไปในอนาคต

 

นอกจากนี้ ธนาคารยังเตรียมเม็ดเงิน 7 พันถึง 1 หมื่นล้านสำหรับภายใน 3 ปี (ถึงปี 68) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ให้ตอบโจทย์ด้านการใช้งานฐานข้อมูลและด้านความปลอดภัย ทั้งในฝั่งข้อมูลลูกค้าและข้อมูลของธนาคารเอง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ แบบไร้ข้อกังขา เพราะถ้าไม่มั่นใจ ก็ไม่มีทางที่ลูกค้าจะมาใช้บริการได้อย่างสบายใจ

 

ไม่เพียงเท่านั้น  กฤษณ์ ยังยืนยันหนักแน่นว่า ในส่วนของ SCB (ไม่เกี่ยวกับบริษัทแม่อย่าง SCBX) จะไม่ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank อย่างแน่นอน

 

เพราะมองว่าธนาคารเป็น  Digital Bank ได้อยู่แล้ว ตลอดจนเชื่อว่าสาขายังจำเป็นอยู่สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธนาคาร ที่มีรายได้ตั้งแต่ระดับกลางถึงสูงขึ้นไป เรามุ่งเน้นระดับกลางขึ้นบน เพราะธนาคารไม่ทำกลุ่มรายได้ระดับล่าง ดังนั้นจึงไม่ใช่ทางออกที่จะเป็นธนาคารไร้สาขา 

 

เชื่อว่ามีโอกาสและโจทย์ที่จะมอบบริการได้ดีขึ้นกว่านี้ ซึ่งธนาคารมีความพร้อมที่จะเติมช่องว่างนี้ได้ แต่ก็ต้องปรับตัวด้วย 

 

ส่วนภารกิจที่ 2 ซึ่ง SCB ต้องการเป็นเจ้าตลาดทางด้านบริหารความมั่งคั่งหรือ Wealth Management นั้น  ธนาคารวางรากฐานบริการไว้แบบจัดเต็ม ทั้งทางด้านบุคลากร ที่ปัจจุบันมีจำนวนที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ได้รับการรับรองจากสถาบันชั้นนำของเอเชียมากที่สุดในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่หลากหลาย พันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง 

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยลูกค้าตามโครงสร้างภายใต้ยุทธศาสตร์กลุ่ม SCB X นั้น ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของธนาคารเป็นกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงระดับบน รวมถึงจากเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดส่งผลให้เกิดกระแสความมั่งคั่งกลับคืนมา จึงเป็นโอกาสที่ธนาคารเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอบริการ Wealth Management อย่างครบวงจร

 

ไม่เพียงแต่เฉพาะต่อยอดความมั่งคั่งทางด้านทรัพย์สินส่วนบุคคคลเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจของลูกค้า ทั้งการขยายธุรกิจ การระดมทุนรูปแบบต่าง ๆ หรือการขยายลงทุนในต่างประเทศ ให้แก่ลูกค้าธุรกิจ และลูกค้าองค์กร ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่ธนาคารมอบให้ ซึ่งถือเป็นการขยายความมั่งคั่งให้ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

 

นอกจากนี้ธนาคารต้องผลักดันกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดขึ้นจากนี้ โดยคำนึงถึงการมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ธนาคารกำลังริเริ่มโครงการในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับลูกค้าในวงกว้าง (Digital Wealth) ด้วย 

 

โดยไม่เน้นเฉพาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งที่มีอยู่แล้ว แต่มุ่งไปที่กลุ่ม Emerging Wealth ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่งรุ่นใหม่หรือเศรษฐีรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพและมีความต้องการที่จะสร้างความมั่งคั่งระยะแรกเริ่ม อาจยังมีสินทรัพย์ไม่มากนักแต่มีความต้องการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งในระยะยาว ซึ่งมักจะวางแผนการลงทุนด้วยตัวเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ 

 

ทั้งนี้กลุ่มลูกค้า Wealth Management ของธนาคาร จะเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ Tier 1 - Mass Affluent หรือ Prime (ทรัพย์สิน 2 - 10 ล้านบาท) Tier 2 - Affluent (ทรัพย์สิน 10 - 50 ล้านบาท) และ Tier 3 - High Net Worth (ทรัพย์สิน 50 ล้านบาทขึ้นไป)

 

ต่อไปเราต้องการคว้าโอกาสจากกลุ่ม Mass Affluent ที่มีทรัพย์สินระหว่าง 2 - 10 ล้านบาท ให้เข้ามาเป็นลูกค้าในธุรกิจ Wealth มากขึ้น

 

ดังนั้น SCB จึงต้องการนำดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นตัวช่วยในการมอบทางเลือกทางการออมและการลงทุนที่เหมาะสมให้กับลูกค้าในกลุ่ม  Mass Affluent เพื่อสร้างข้อเสนอแบบรู้ใจเฉพาะบุคคล (Hyper-personalized offer) ที่จะกระตุ้นให้ลูกค้ามองเห็นโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งที่เป็นไปได้ในหลากหลายรูปแบบ โดยจะเป็นโครงการต้นแบบของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าในกลุ่มอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

 

ปัจจุบันของธนาคารมีกลุ่มลูกค้า wealth ที่มีความมั่งคั่งเฉลี่ย 2 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ 4 แสนราย และเป็นมูลค่า AUM ที่  6.6 แสนล้านบาท แต่ภายใน 3 ปีมีเป้าหมายที่ 6 แสนราย และ AUM 1.6 ล้านล้านบาท 


สำหรับภารกิจที่ 3 ซึ่งต้องการยกระดับประสบการณ์เสนอบริการที่เชื่อมถึงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทาง (Omni Channel) ให้ลูกค้านั้น กฤษณ์เชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับผ่านช่องทางหนึ่งเท่านั้น แต่หัวใจของ Digital Bank with Human Touch คือ ประสบการณ์ที่ดี ณ จุดให้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารที่มีอย่างหลากหลาย


ดังนั้นจึงมุ่งพัฒนาประสบการณ์การให้บริการ โดยขยายการทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างจุดให้บริการลูกค้าทั้งในโลกดิจิทัลและโลกแห่งความเป็นจริง รวมถึงปรับปรุงและพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้มีความทันสมัย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการให้บริการในวงกว้าง

 

ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกช่องทางที่คุ้นเคย โดยลูกค้าทุกกลุ่มจะต้องได้รับประสบการณ์อย่างไร้รอยต่อผ่านช่องทางบริการที่หลากหลายด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกช่องทาง

 

กฤษณ์ ยังเล่าาถึงทิศทางธุรกิจของ SCB อีกว่า ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของพอร์ตสินเชื่อเพื่อการเติบโตยั่งยืน แต่จากนี้ไปธุรกิจของธนาคารจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักประกัน

 

โดยวางเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่ออย่างค่อยเป็นค่อยไปและบริหารอัตราผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง และให้น้ำหนักกับลูกค้ากลุ่มที่มีคุณภาพสูง เพื่อพัฒนาคุณภาพสินทรัพย์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินมีทิศทางปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจผันผวน 

 

เช่นเดียวกับให้ความสำคัญกับนโยบายความยั่งยืนในทุก ๆ มิติ ทั้งการให้บริการลูกค้า และการบริหารงานภายใน โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อรวมกันทั้งสิ้น 2.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อบุคคล 9.8 แสนล้านบาท สินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 4.1 แสนล้านบาท และธุรกิจขนาดใหญ่ 9.2 แสนล้านบาท 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด เอฟเวอร์ตัน พบ เชลซี พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69