posttoday

หลังหนี้ครัวเรือนไทยทะยานถึง 87% ต่อ GDP แบงก์ชาติจึงเร่งปลดล็อกก่อนลุกลาม

15 กุมภาพันธ์ 2566

หลังหนี้ครัวเรือนไทยทะยานถึง 87% ของ GDP หรือสูงถึง 14.9 ล้านล้านบาท ณ ไตรมาส 3 ปี 2565 แล้วยังส่อแววที่จะไต่เพดานขึ้นอีกในปัจจุบัน จึงถึงเวลาที่แบงก์ชาติต้องวางแนวทางปลดล็อกก่อนลุกลาม จนสั่นคลอนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ “แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน” เพื่อสะท้อนข้อมูลเชิงลึกของหนี้ครัวเรือนไทยและสื่อสารหลักการในการแก้ปัญหาหนี้ให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมทั้งคำนึงถึงภาพระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรการส่วนใหญ่เน้นให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าเป็นหลัก 
 

ด้านสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธปท. ฉายภาพปมปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มเติมว่าหนี้ครัวเรือนไทยเป็นปัญหาที่สะสมมานาน โดยในปี 2563 มีปัจจัยเร่ง จนมาอยู่ที่  90% ต่อ GDP จากระดับ 60% ในปี 2553 นับเป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดภายในเวลาเพียง 10 ปี ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 87% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 ซึ่งเพิ่มขึ้นในระดับสูงเกินกว่าระดับเฝ้าระวังที่ 80% ต่อ GDP ตาม Bank for International Settlements (BIS) กำหนดไว้

 

โดยปัจจัยที่เพิ่มขึ้นเร็วมาจากทั้งตัวหารคือ GDP ที่ลดลงในปี 2563 จากวิกฤติโควิด 19 และมูลค่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากน้ำท่วมใหญ่และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2554 - 2555 รวมทั้งมาตรการพักชำระหนี้ชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่ทำให้การจ่ายหนี้เดิมน้อยลง และมีการกู้หนี้ใหม่่มาพยุงการใช้จ่ายในช่่วงที่่รายได้หายไปจากวิิกฤตโควิิด 19

 

หลังหนี้ครัวเรือนไทยทะยานถึง 87% ต่อ GDP แบงก์ชาติจึงเร่งปลดล็อกก่อนลุกลาม

 

ทั้งนี้ที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ร่วมมือกับฝั่งเจ้าหนี้ เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ครัวเรือนและลูกหนี้ธุรกิจ โดยความคืบหน้าล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 65) สามารถแก้หนี้เดิมได้ 3.95 ล้านบัญชี เป็นมูลหนี้ 2.98 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นธนาคารพาณิชย์และ non-nank ที่ 1.58 ล้านบัญชีหรือมูลหนี้ 1.89 ล้านล้านบาท ขณะที่เป็นส่วนเจ้าหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ 2.37 ล้านบัญชี หรือมูลหนี้ 1.09 ล้านล้านบาท 

 

โดยเป็นการช่วยเหลือผ่านคลินิกแก้หนี้ (ช่วยเหลือสะสมตั้งแต่ 1 มิ.ย. 60 – 31 ธ.ค. 65) จำนวน 102,647 บัญชี (85% ของจำนวนผู้เข้าเงื่อนไข)  และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 6 ก.พ. 66) จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 437 ราย และมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอน 63,620 ล้านบาท

 

รวมถึงยังมีช่องทางการให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ คือ ทางด่วนแก้หนี้ (ช่วยเหลือสะสมตั้งแต่ 1 เม.ย. 63 ถึง 31 ธ.ค. 65)  อีก 279,659 บัญชี (74% ของจานวนผู้เข้าเงื่อนไข)

 

อีกทั้งมีความคืบหน้าในส่วนการให้สินเชื่อใหม่ รวมทั้งสิ้น 137,465 ราย เป็นยอด 348,897 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อฟื้นฟูที่ 59,675 ราย หรือยอด 210,697 ล้านบาท และ Soft Loan ที่ 77,787 ราย หรือยอด 138,200 ล้านบาท

 

แต่ด้วยมาตรการที่ผ่านมา และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น อาจยังไม่เพียงพอให้ระดับหนี้ครัวเรือนลดลงครั้งนี้ ธปท. จึงได้จัดทำ "แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน" ขึ้น

 

เพราะหากไม่ทำอะไรเพิ่มเติม คาดว่าหนี้ครัวเรือนจะสูงกว่า 80% ของ GDP ที่เป็นระดับควรเฝ้าระวัง และอาจฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และอาจลุกลามไปเป็นปัญหาสังคม ซึ่งจะยิ่งแก้ไขได้ยากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองที่ว่าการก่อหนี้สามารถทำได้ตามความจำเป็น หรือ เพื่อการลงทุนในการประกอบอาชีพ ซึ่งถือเป็นหนี้ที่มีประโยชน์ แต่ถ้าเป็นหนี้เพื่อการบริโภคเป็นหลักอาจกลายเป็นหนี้ไม่มีประโยชน์และเป็นปัญหาได้

 

แต่จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูล พบว่าจากยอดหนี้ครัวเรือนที่ 14.9 ล้านล้านบาทนั้น มีถึง 2/3 เป็นหนี้ที่เกี่ยวกับการบริโภค และอีก 1/3 เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น ฮ่องกง และญี่ปุ่น พบว่า 2/3 คือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและ 1/3 เป็นหนี้จากการบริโภค
 

โดยจิตเกษมยังแจกแจงถึงผลสรุปของเหตุแห่งการเป็นหนี้ หลังจากที่ทีมงานได้พูดคุยกับประชาชนกลุ่มเป้าหมาย จึงได้สรุปออกมาเป็น 8 ข้อเท็จจริงการเป็นหนี้ของคนไทย ที่ทำให้เป็นปัญหาสะสม จนทำให้ไม่สามารถปลดล็อกจากปมปัญหาหนี้ได้

 

หลังหนี้ครัวเรือนไทยทะยานถึง 87% ต่อ GDP แบงก์ชาติจึงเร่งปลดล็อกก่อนลุกลาม

 

  • เป็นหนี้เร็ว : คนวัยเริ่มทำงาน (อายุ 25-29 ปี) มากกว่า 58% เป็นหนี้ และมากกว่า 25% เป็นหนี้เสีย (NPL) 
  • เป็นหนี้เกินตัว : เกือบ 30% ของลูกหนี้บัตรเครดิตและหนี้ส่วนบุคคล มีหนี้เกิน 4 บัญชีต่อคน วงเงินรวมต่อคนสูงถึง 10-25 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน จนทำให้รายได้เกินกว่าครึ่งต้องเอาไปจ่ายคืนหนี้
  • เป็นหนี้โดยไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนหรือถูกต้อง : 4 ใน 5 ของปัญหาหนี้ มาจากขั้นตอนการเสนอขายสินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ลูกหนี้มักได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง
  • เป็นหนี้เพราะมีเหตุจำเป็น : กว่า 62% ของครัวเรือนไทยมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินไม่เพียงพอ และหากเกิดเหตุที่ทำให้รายได้ลดลง 20% จะมีครัวเรือน
เกินครึ่งที่มีเงินไม่พอจ่ายหนี้
  • เป็นหนี้นาน : เกินกว่า 1 ใน 4 ของคนอายุเกิน 60 ปี ยังมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระ โดยมีหนี้เฉลี่ยสูงกว่า 415,000 บาทต่อคน รวมทั้งลูกหนี้มักผ่อนจ่ายขั้นต่ำ (เกือบ 40%)
  • เป็นหนี้เสีย : ลูกหนี้กว่า 10 ล้านบัญชีที่เป็นหนี้เสีย เกือบครึ่งหรือ 4.5 ล้านบัญชี เพิ่งเป็นหนี้เสียในช่วงโควิด-19
  • เป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้น : กว่า 20% ของบัญชีหนี้เสียถูกยื่นฟ้อง โดย 1 ใน 3 ของลูกหนี้ในคดีที่จบด้วยการ
ยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดแล้ว ก็ยังปิดหนี้ไม่ได้
  • เป็นหนี้นอกระบบ : 42% ของกว่า 4,600 ครัวเรือนทั่วประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือแก้หนี้

หลังหนี้ครัวเรือนไทยทะยานถึง 87% ต่อ GDP แบงก์ชาติจึงเร่งปลดล็อกก่อนลุกลาม

 

โดยสุวรรณีสรุปว่าในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องทำอย่างครบวงจรให้เหมาะกับลักษณะและสาเหตุของปัญหาในแต่่ละช่วงของการเป็นหนี้ และต้องทำอย่างถูกหลักการ คือ แก้ให้ตรงจุด ไม่สร้างภาระเพิ่มให้ลูกหนี้ ไม่ลดโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ และตั้งใจจริง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และภาครัฐ โดยมีแนวทางการดำเนินการสำหรับลูกหนี้กลุ่มที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนี้ 


1. หนี้เสียที่มีอยู่ในปัจจุบัน : เร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการแก้หนี้ระยะยาว โดยกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องมีบริการให้คำปรึกษาแก้หนี้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้ การสร้างตัวช่วยลูกหนี้

 

โดยให้มีคนกลางทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านการแก้หนี้และไกล่เกลี่ยหนี้ และการผลักดันให้มีกฎหมายที่ช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยทั่วไปที่ไปต่อไม่ไหวได้เข้ากระบวนการฟื้นฟูหรือขอล้มละลายได้ด้วยตนเอง 

 

2. หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง : ให้ลูกหนี้เห็นทางปิดจบหนี้ได้ โดยจะผลักดันให้มีแนวทางแก้ไขปัญหา เริ่มจากหนี้บัตรกดเงินสดที่เป็นหนี้เรื้อรังของลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง มีอายุมากและมีปัญหาทางการเงินรุนแรงก่อน 


3. หนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็วและอาจเป็นหนี้เสียหรือเรื้อรังในอนาคต : ธปท. จะออกเกณฑ์เพื่อให้เจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อด้วยความรับผิดชอบ (responsible lending) และกำหนดให้เจ้าหนี้ปล่อยสินเชื่อโดยคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายหนี้คืนและลูกหนี้ยังมีเงินเหลือพอดำรงชีพ (macroprudential policy)

 

รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหนี้สินเชื่อรายย่อยคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละราย (risk-based pricing) พร้อมผลักดันให้เจ้าหนี้อื่นเห็นพฤติกรรมดีของลูกหนี้ เพื่อกระตุ้นการรีไฟแนนซ์หนี้ไปยังดอกเบี้ยที่ถูกลง 


4. หนี้ที่ยังไม่อยู่ในตัวเลขหนี้ครัวเรือน อาทิ หนี้ กยศ. สินเชื่อสหกรณ์อื่น และหนี้นอกระบบ : จะมีการติดตามข้อมูลให้ครอบคลุมลูกหนี้ต่าง ๆ มากขึ้น และผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลต่าง ๆ ในการประเมินและติดตามสินเชื่อ อาทิ ข้อมูลพฤติกรรมการจ่ายเงิน เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้นและด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่ตรงตามความเสี่ยงของตน
            

ทั้งนี้ ธปท. จะเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนตามแนวทางที่วางไว้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บังคับใช้ได้จริงเหมาะสมกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจการเงิน และสามารถดูแลหนี้ครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

เพื่อช่วยให้ภาคครัวเรือนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงินในระยะยาว และภาคการเงินมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับการพัฒนาด้านดิจิทัลและการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้ 

 

หลังหนี้ครัวเรือนไทยทะยานถึง 87% ต่อ GDP แบงก์ชาติจึงเร่งปลดล็อกก่อนลุกลาม

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?