
ทรีนีตี้ ชี้ดัชนีแกว่ง 300 จุด ฟันด์โฟลว์ย้ายเร็ว ย้ำ Q1/66 ตลาดหุ้นไทยบวกแรง
ทรีนีตี้ มองลงทุนตลาดหุ้นครึ่งแรกของปี 66 ดีกว่าครึ่งหลัง จับตาฟันด์โฟลว์เคลื่อนย้ายเร็วทำผันผวน ย้ำผลตอบแทนแรงสุดในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีแกว่งระหว่าง 300 จุด แนะเพิ่มน้ำหนักกลุ่มแบงก์ ค้าปลีก โรงไฟฟ้า Infrastructure Fund Industrial Estate และ Telco
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2566 ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วในปี 2565
โดยขึ้นดอกเบี้ยรวมกว่า 4% เพื่อที่ลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นในระดับ 8 - 9% ในปี 2565 หรือที่เราเรียกว่า Over-Tightening เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2523 และ Fed ต้องลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ มองว่าเงินเฟ้อของสหรัฐจะแตะระดับ 2% ใน 2 ปีข้างหน้า มองค่าเงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลงได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะไม่กลับไปแข็งค่าอีกในระยะสั้น
ทั้งนี้ ผลจากการที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยแรง และเร็วจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะติดลบ 0.1% ในไตรมาส 2 ปีนี้ และอาจจะลากยาวถึงติดลบ 2.3% ในไตรมาส 1 ปี 2567 ขณะที่เศรษฐกิจ Euro Zone อาจจะติดลบ 0.4% ในไตรมาส 4 ของปี 2565 และติดลบอีก 0.4% ในไตรมาส 1 ของปีนี้ ก่อนที่ฟื้นตัวบวก 0.2% ในไตรมาส 2
ส่วนเศรษฐกิจจีนมองการฟื้นตัวอยู่ที่ระดับ 4 - 5% และอาจจะฟื้นตัวแตะระดับ 6.8% ในไตรมาส 2 ของปี 2567 จึงมองการ Overweight ต่อตลาดหุ้นจีนยังได้ประโยชน์จากอุปสงค์ที่ซ่อนอยู่ (Pent-up Demand) และเงินออมที่เก็บไว้ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตลอดจนการที่กองทุนระดับโลกยังคง underweight หุ้นจีน 3 – 5%
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงกลางปีนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และจะมีผลต่อทิศทางตลาดทุนทั่วโลก โดยคาดการณ์ไว้ 3 กรณี ได้แก่
กรณีที่ 1: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในไตรมาส 1 สู่ระดับ 5% แล้วหยุดทั้งปี มองมีโอกาสเกิดขึ้น 35 - 40% ผลคือ ตลาดหุ้นทั่วโลกจะ Sideway up แต่ฟันด์โฟล์วจะเคลื่อนย้ายมาสู่เอเชียเหนือมากขึ้น (กรณีฐาน)
กรณีที่ 2: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในไตรมาส 1 สู่ระดับ 5% แล้วปรับลดลงกว่า 1 - 1.5% ในไตรมาส 4 มองมีโอกาสเกิดขึ้น 30 - 35% ผลคือ ตลาดหุ้นใน Emerging Market จะ outperform
กรณีที่ 3: Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในไตรมาส 1 สู่ระดับ 5% ในไตรมาส 1 และหยุด และปรับขึ้นดอกเบี้ยต่ออีกครั้งในช่วงปลายปีสู่ระดับ 6.5% มองมีโอกาสเกิดขึ้นแค่ 20% ผลคือ ตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับฐาน (สถานการณ์ที่เลวร้ายสุด)
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย ขณะที่จีนได้ประกาศเปิดประเทศ จะส่งผลให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากสหรัฐฯ และเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ต่อเนื่องจากปี 2565 เห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อหุ้นใน ASEAN 6 ประเทศ กว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นฟันด์โฟลว์ที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ประเทศไทยพบว่ามีฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้ากว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่า 2 แสนล้านบาท
ฟันด์โฟลว์ 1.2 หมื่นล้านเหรียญที่เข้าอาเซียนถือว่าสูงมาก เพราะให้น้ำหนักการกับการลงทุนในตลาดหุ้นอาเซียนมากเกินไป สำหรับปีนี้ก็ยังไหลเข้าหุ้นไทยอยู่ แต่จะเริ่มขายฝั่งตลาดอินโดฯ ออก ดังนั้นช่วง Q2 เงินน่าจะไหลไปกลุ่มเอเชียเหนือมากขึ้น เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน ฯลฯ เพราะตลาดยัง under weight ตลาดเหล่านี้อยู่
โดย MSCI ของ ASEAN ถูก overweight สูงกว่า Benchmark กว่า 1.6% และเงินยังไหลเข้าต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2566 ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศเป็นฝ่ายซื้อสุทธิกว่า 7.8 พันล้านบาทในตลาดหุ้นไทย และ 4.2 หมื่นล้านบาท ในตลาดพันธบัตรระยะสั้นไทย และยังคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นเงินไหลไปลงทุนประเทศในเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มากขึ้น และจะทำให้กลุ่ม Tech ในจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ outperform ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฟันด์โฟล์วไหลออกจากตลาดหุ้น ASEAN รวมถึงหุ้นไทย
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2566 มีทั้งปัจจัยบวก และลบที่มีผลต่อการลงทุน และมองว่าดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งอยู่ระหว่าง 300 จุด (13 เท่าของกำไรต่อหุ้น 117 บาท และ 15 เท่า ของกำไรต่อหุ้น 117 บาท ในปี 2567 ตามลำดับ) โดยช่วงไตรมาส 1 จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
ดังนั้นจึงแนะนำการลงทุนเป็น Sector Rotation ซึ่งให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด (Overweight) ไปยังกลุ่มธนาคาร กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่ม Infrastructure Fund กลุ่ม Industrial Estate และกลุ่มโทรคมนาคม แต่ให้น้ำหนักลงทุนน้อยกว่าตลาด (Underweight) สำหรับกลุ่มพลังงาน
สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้น มองว่าภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในปี 2566 จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้วยปัจจัยสำคัญ คือ การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารค่อนข้างเน้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงไม่มากเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านคุณภาพหนี้ ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น และลูกหนี้เริ่มฟื้นตัว ก็จะเห็นการกลับมาขยายสินเชื่อได้อย่างเต็มตัวมากขึ้น
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะยังเป็นขาขึ้นจะส่งผลบวกต่อธนาคารขนาดใหญ่ ช่วยชดเชยการเพิ่มขึ้นของเงินนำส่ง FIDF ได้ แต่ด้านธนาคารที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อจะถูกกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นแทน ขณะที่คุณภาพหนี้ของกลุ่มธนาคาร ก็มองว่าได้ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว อย่างไรก็ตามเรายังคาดสำรองหนี้โดยรวมของกลุ่มฯ ยังค่อนข้างทรงตัวจากปี 2565 เนื่องจากยังมีปัจจัยความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจโลกอยู่
ดังนั้น บล.ทรีนีตี้ จึงคาดว่าหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ยังคงน่าสนใจในปี 2566 โดยแนะนำ "ซื้อ" ทั้ง BBL (ราคาเป้าหมาย 172 บาท) KBANK (ราคาเป้าหมาย 177 บาท) KTB (ราคาเป้าหมาย 22 บาท) และ SCB (ราคาเป้าหมาย 144 บาท) โดยเลือก Top-pick ได้แก่ SCB และ KTB
สำหรับธนาคารขนาดเล็กแม้คาดว่าอาจจะปรับตัวขึ้นไม่มากในแง่ของราคาหุ้น เนื่องจาก Upside ไม่สูงเหมือนกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ อีกทั้งในแง่ของการดำเนินงานยังไม่มีปัจจัยหนุนจากดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ตามปันผลยังน่าสนใจ จึงแนะนำ "ซื้อ" สำหรับ TISCO (ราคาเป้าหมาย 110 บาท) สำหรับผู้ที่อยากลงทุนระยะยาวเพื่อรับปันผล
ด้านกลุ่มค้าปลีก โดยรวม บล.ทรีนีตี้ มองว่ากลุ่ม commerce จะ outperform SET ในปี 2566 ไม่ว่าจะมาจากยอดขาย sssg ที่ดีขึ้น และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง Top pick ที่มองไว้คือ CPALL, COM7 และ CRC และกลุ่ม comsumer staple คือ BJC และ CPALL
อีกทั้ง ปีนี้คาดว่ากลุ่ม consumer staple เติบโตจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว และคาดว่า sssg ทั้งกลุ่มอยู่ประมาณ 5% ทั้งนี้มีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่การขึ้นค่าไฟที่จะกดดันกำไร รวมถึงการขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำกลุ่ม big tickets ทั้ง COM7 และ HMPRO
ขณะที่คาดว่าหุ้นในกลุ่ม big tickets จะโตตามปัจจัยเฉพาะตัว โดย COM7 ว่าจะเติบโตตามผลิตภันฑ์ Apple ที่ออกใหม่ โดยเฉพาะ iPhone ทั้งนี้เนื่องจาก iPhone 14 พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2565 เราอาจจะไม่เห็นการเปิดตัว iPhone ใหม่ในปีหน้า อย่างไรก็ตามเราคาดว่า COM7 จะสามารถโตได้ในระดับ 10% - 15% ในปี 2566
ในส่วนของ HMPRO ทางบล. ทรีนิตี้ คาดว่าจะเติบโตจากกลุ่ม sssg และการขยายสาขาใหม่ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยวต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ต่างๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มห้างสรรพสินค้าอย่าง CRC คาดว่าในแง่ของการเติบโตจะโด่ดเด่นที่สุดในกลุ่ม commerce ซึ่งยอดขายในประเทศจะโตไม่ต่ำกว่า 20% นำโดยกลุ่ม fashion ที่ฟื้นตัวหลังจากเป็นกลุ่มที่กระทบหนักสุดเพราะโควิด 19 คามมาด้วยกลุ่ม hardline และ food
นอกจากนี้ ในปี 2566 กลุ่มพลังงานเป็นอีกกลุ่มที่จะ outperformed SET ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง economics factor ที่มองว่า bond yield ได้ผ่านจุดพีคไปแล้ว หรือปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจโดยตรงเช่นต้นทุนค่าพลังงานและค่าไฟ โดยต้นทุนค่าพลังงาน (JKM LNG) ได้ปรับตัวลดลงจากพีคปี 2565 ที่ราคา $80.60 mmbtu มาอยู่ที่ประมาณ $30 mmbtu ลดลงกว่า 60% และมีแนวโน้มที่จะลดลงต่อเนื่องในปีถัดไปจากโอกาสในการเกิด recession ในหลายประเทศ
นอกจากนี้ กกพ. ยังมีมติปรับขึ้นค่า Ft ในกลุ่มที่ไม่ใช่ประเภทบ้านที่อยู่อาศัย งวด ม.ค. - เม.ย. เป็น 154.02 บาท เพิ่มขึ้น 60.59 สตางค์ รวมถึงยังได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทแข็งตัว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นผลบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดย top pick ของกลุ่มได้แก่ GPSC
ทั้งนี้ช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 ตลาดหุ้น ASEAN และ SET Index จะ Outperform ตลาดหุ้นโลก เพราะตลาดหุ้น ASEAN ได้ผลประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ต้นทุนวัตถุดิบที่ถูกลงเงินเฟ้อที่ลดลง แต่คาดว่านับตั้งแต่ไตรมาส 2 หรืออย่างช้าในไตรมาส 4 นักลงทุนต่างประเทศเริ่มหาจังหวะที่จะลดการลงทุนหุ้น ใน ASEAN อาจขายหุ้นประมาณหนึ่งส่วนสามของ 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ซื้อมาปี 2565 หรือ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อคงน้ำหนักลงทุนให้เท่า Benchmark MSCI Emerging Market
สำหรับการจัด Asset Allocation ปี 2566 นั้น ดร.วิศิษฐ์ ให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน Global Fixed Income 25 - 30% หุ้นใน Emerging Market 20 - 25% โดยเน้นน้ำหนักหุ้นจีน และเวียดนาม หุ้นไทย 10 - 15% ทองคำ 5 - 10% หุ้นยุโรปและหุ้นญี่ปุ่น 5% และเงินสด 25 - 30%
ปี 2566 เป็นปีที่มีความผันผวนอย่างมาก มีทั้งปัจจัยที่เป็นบวก และลบผสมกันอย่างมาก เงินทุนเคลื่อนย้ายเร็วขึ้น Fed มีโอกาสกลับทิศจากการขึ้นดอกเบี้ยต้นปี ไปเป็นลดดอกเบี้ยแทน และอาจจะลดกว่า 1.75% ในปลายปี 2566
อย่างไรก็ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed จะเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดในไตรมาส 1 ปี 2567 หรือเรียกว่า Fed Pivot ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐ จะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วช่วงที่ Fed หยุดการขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนในกรณีนี้ จึงแนะนำให้ Overweight ในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินเหรียญสหรัฐ เงินเยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่ราคาทองคำในรูปเงินดอลลาร์มีโอกาสขยับค่าขึ้นด้วย
ผมให้น้ำหนักกับพวก non-usd เช่น เงินเยน ทองคำ ตลาดเกิดใหม่ หุ้นจีน หุ้นเวียดนาม รวมถึงบิตคอยจะเริ่มมาด้วย
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยอีกว่า core inflation ของไทยยังสูงอยู่แม้ headline inflation จะลดลงแล้วก็ตาม จึงมองว่า กนง. น่าจะยังปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในวันที่ 25 มกราคม และ 29 มีนาคม แล้วจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
ปัจจัยบวก และปัจจัยเฝ้าระวังที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในมุมมองของ บล. ทรีนีตี้







