
สภาอุตฯ วอนรัฐบาลหยุดขึ้นค่าไฟฟ้า 6 บาท หวั่นทำต้นทุนทะยาน ผลักใสทุนนอก
สภาอุตสาหกรรมฯ ขอให้รัฐชะลอขึ้นค่าไฟเป็น 5-6 บาทต่อหน่วย ด้วยเกรงว่าจะทำให้ต้นทุนทะยานจนนักลงทุนต่างชาติรับไม่ไหว และเสียเปรียบในการแข่งขันกับเวียดนาม พร้อมเตือนภาคธุรกิจบริหารปัจจัยเสี่ยง ปี 66 ด้านสมาคมธนาคารฯ แนะแบงก์ดูแลดอกเบี้ยกลุ่มเปราะบาง
ด้วยต้นทุนผู้ประกอบการไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตลาดโลกยังทรงตัวระดับสูง ส่งผลค่าไฟฟ้าที่เป็นอีกต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจและประชาชนยังต้องแบกรับในระดับสูง ซึ่ง ณ ปัจจุบันค่าไฟฟ้าอัตโนมัติผันแปรตามราคาพลังงาน (Ft) งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 เก็บอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย
ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความเห็นถึงแนวทางการปรับค่า Ft งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ใน 3 แนวทาง ที่อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นไปเป็น 5-6 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะกลายเป็นสถิติใหม่ของค่าไฟที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ จนสร้างความกังวลต่อภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่ม หากไม่ได้รับการตรึงราคา
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอขอให้รัฐบาลพิจารณาชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ Ft ของเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ออกไปก่อน เพราะจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ทั้งเพื่อส่งออกและจำหน่ายในประเทศที่ต้องปรับขึ้นไปอีก จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศ และค่าครองชีพของประชาชนอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ กกร. มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าที่ กกพ. ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นแนวทางการปรับ Ft ทั้ง 3 แนวทาง ตั้งแต่ 158 – 224 สตางค์/หน่วย (เพิ่มขึ้น 14-28%) ซึ่งกรณีมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงมากถึงสองงวดติดต่อกัน ย่อมจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนในการดำเนินธุรกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเป็นการบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ
ดังนั้น กกร. จึงเสนอขอให้รัฐบาลพิจารณาชะลอการปรับอัตราค่า Ft ของเดือนมกราคม - เมษายน 2566 ออกไปก่อน เพื่อลดผลกระทบของประชาชนและภาคธุรกิจ เนื่องจากแนวโน้มราคาค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในปี 2566 ตามข้อมูลจาก กกพ. จะมีแนวโน้มชะลอตัวและลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 สอดคล้องกับการผลิตก๊าซจากอ่าวไทยที่จะสามารถกลับมาผลิตได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ก็จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้าลดลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้เมื่อมองในมุมผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน เพื่อดึงการลงทุนจากต่างประเทศมายังประเทศไทยนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามที่ตรึงค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือว่าถูกกว่าไทยเกือบเท่าตัวในเวลานี้ ย่อมมีผลต่อการพิจารณาและตัดสินใจของนักลงทุนที่จะไปที่เวียดนามมากกว่าในหลายอุตสาหกรรมที่สินค้าไทยและเวียดนามเป็นคู่แข่งขันกันในตลาดโลก
ดังนั้น จึงต้องการให้ภาครัฐได้ไปทบทวนเพื่อชะลอหรือตรึงค่าไฟฟ้าออกไปก่อน รวมถึงไปหาวิธีบริหารจัดการโครงสร้าง เพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกลง โดยหากค่าไฟถูกลงอยู่ที่ระดับ 3.10-3.15 บาทต่อหน่วย จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้น
นายเกรียงไกรเปิดเผยอีกว่า ประเทศเวียดนามมีนโยบายตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 2.88 บาทต่อหน่วย และกำลังพิจารณาขึ้นค่าไฟภาคครัวเรือนอีก 3% กว่าหรือเกือบ 4% ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ชาวเวียดนามใช้พลังงานอย่างประหยัด และคงต้นทุนภาคการผลิตของประเทศให้แข่งขันได้ และเป็นหนึ่งในจุดขายที่จะช่วยดึงการลงทุนจากต่างประเทศ
ขณะที่นโยบายของประเทศไทยเป็นไปในทางกลับกัน นั่นคือเลือกที่จะเพิ่มค่าไฟฟ้าให้กับภาคธุรกิจและไปชดเชยให้ภาคครัวเรือน ทำให้ผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะกลุ่มกิจการเอสเอ็มอีแย่ลง เพราะต้องเผชิญกับปัญหาหลายต่อ มีต้นทุนเพิ่มหลายด้าน ทั้งค่าจ้างแรงงานที่เพิ่งปรับไป (เมื่อ ต.ค.65) ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น ตลอดจนปัญหาอื่น ๆ อีก
อย่างไรก็ตาม เรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้านี้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมีความกังวลมากกว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่จะปรับขึ้นค่าแรงหรือค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 หากได้เป็นรัฐบาล เพราะเรื่องค่าไฟเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนการปรับค่าแรงเป็น 600 บาทต่อวัน (ปัจจุบันอยู่ที่ 328-354 บาทต่อวัน) ยังเป็นแค่นโยบายหาเสียงและยังไม่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งการเลือกตั้งก็ยังไม่เกิด และก็ยังไม่ทราบว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล ขณะที่การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำยังมีรายละเอียดอีกมาก และการปรับขึ้นยังต้องผ่านกลไกของไตรภาคีที่ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ดังนั้นยังไม่กังวลมากเท่ากับเรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะปรับขึ้น
สำหรับในปี 2566 ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการผลิตและส่งออก ที่ยังเป็นปัจจัยเดิมและปัจจัยใหม่ที่ต้องจับตาใกล้ชิด ซึ่งภาคธุรกิจต้องวางแผนในการบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยง (Risk Management) ทั้งจากภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจของยุโรปว่าจะรุนแรงแค่ไหน พัฒนาการความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของหลายคู่ของโลก สงครามการค้า สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะคลี่คลายลงเมื่อใด เพราะมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานของโลกในหลายกลุ่มสินค้า จึงส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงิน
นอกจากนี้ด้วยนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero COVID) ของรัฐบาลจีน ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยด้วย เนื่องจากผู้บริโภคจีนเป็นหนึ่งตลาดใหญ่ของการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ที่ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อไรจึงจะผ่อนคลายดีขึ้น และอาจมีโควิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ อุบัติขึ้นอีก แต่หากปัจจัยที่กล่าวมาคลี่คลายและมีทิศทางที่ดีขึ้น อาจมีการพิจารณาปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจใหม่ จากล่าสุด กกร.คาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยปี 2566 จะขยายตัวได้ 3-3.5% ส่งออกขยายตัว 1-2% และเงินเฟ้อ 2.7-3.2%
ด้าน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การปรับนโยบายเศรษฐกิจสู่ภาวะปกติ จะส่งผลให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ด้วยผลกระทบต่อต้นทุนดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนที่แท้จริงจะอยู่ในช่วง 0.4%-0.6% เพราะขึ้นอยู่กับฐานเงินฝากและฐานเงินกู้ที่เป็นเงินบาททั้งหมดของระบบ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารจะบริหารจัดการและทยอยปรับขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากทุกธนาคารจะเน้นดูแลลูกค้ากลุ่มเปราะบางให้ตอบโจทย์โดยเฉพาะแล้ว ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองก็ต้องปรับตัวด้วย เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่บนฐานความบอบช้ำ จากวิกฤตซ้อนกัน 3 เรื่อง ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งดิจิทัล ดิสรัปชัน โรคติดต่อโควิด และล่าสุดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการแบ่งขั้วของโลกจะเพิ่มต้นทุนของซัพพลายเชน โครงสร้างการค้า และบริการอย่างแน่นอน







