
เศรษฐกิจไทยปี 66 โต 3.4% แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยง มองเลือกตั้งดันเงินหมุนเวียน
คาดเศรษฐกิจไทยโต 3.4% ในปีหน้า โดยตลาดเงิน/ตลาดทุนยังมีความเสี่ยงที่เข้มข้น จากรัสเซียรุกรานยูเครน เฟดขึ้นดอกเบี้ย และแรงต่อต้านนโยบาย Zero-Covid ที่ยังยาวถึงปี 66 ชี้การเลือกตั้งหนุนให้เกิดเงินหมุนเวียนในต่างจังหวัดมากขึ้น แต่ FDI จะชะลอลงกว่าจะมีรัฐบาลใหม่
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ในปี 2565 ตลาดเงินตลาดทุนและภาพรวมเศรษฐกิจผ่านสิ่งเลวร้ายและความผันผวนมามาก แต่ปี 2566 ยังมีปัจจัยที่น่าห่วงยิ่งกว่า โดยคาดว่าในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ 3.2% และ 3.4% ในปีหน้า
โดย ดร.อมรเทพ มีมุมมองต่อการเมืองไทยที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจว่า การเลือกตั้งในปีหน้าจะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย นั่นคือ อาจจะเกิดการชะลอของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI เนื่องจากนักลงทุนยังไม่มั่นใจในทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งการลงทุนจะเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจัดตั้งรัฐบาลและมีคณะรัฐมนตรีที่ชัดเจนแล้ว แต่ดร.อมรเทพมั่นใจว่าในส่วนนโยบายพลังงานทางเลือกไม่น่าเปลี่ยนแปลงเพราะเป็นนโยบาระยะยาวของประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งจะเป็นโอกาสให้เกิดกิจกรรมเศรษฐกิจในต่างจังหวัดมากขึ้นและเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นด้วย
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจในภาพรวม พบว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงจะรุนแรงขึ้นในปีนี้คือ ปัญหาการรุกรานของรัสเซียในยูเครนที่ยืดเยื้อ จนกระทบห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารสัตว์ ปุ๋ย รวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แม้เงินเฟ้อจะปรับลดลง แต่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้าเพื่อคุมเงินเฟ้อให้ลดลงในกรอบให้ได้ จนเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยแรงกว่าคาด
"สหรัฐยังมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 2% ในปีหน้า จึงไม่คิดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยได้ภายในปีหน้า และไม่คิดว่าเฟดจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 6%"
รวมถึงปัจจัยที่จีนล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ต่อเนื่องตามมาตรการ Zero-Covid ซึ่งเกิดการประท้วงในหลายเมือง จึงสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนยังไม่มีท่าทีผ่อนปรน หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่าจะกระทบอุปสงค์ในประเทศจีน
โดยเฉพาะต้องติดตามว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะมีปัญหา จนฟองสบู่แตก และราคาที่ดินร่วงหรือไม่ เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้ที่สูงขึ้นในภาคส่วนนี้ รวมทั้งทำให้ห่วงโซ่การผลิตชะงักงัน และอาจจะส่งผลให้การส่งออกและการผลิตในประเทศต่าง ๆ ได้รับผลกระทบตามมาด้วยเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนวัตถุดิบจากจีนไปด้วย
ทั้งนี้ ความเสี่ยงทั้ง 3 กรณีข้างต้น จะยังไม่น่าหายไปในช่วงต้นปี 2566 และอาจมีความเสี่ยงอื่น ๆ ตามมาอีก คือ วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูง เช่น อิตาลี หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนนักลงทุนกังวลปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เช่นในอดีต แม้ทางธนาคารกลางยุโรปจะมีมาตรการรับมือ
แต่หากยูโรโซนเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งสูง การช่วยเหลืออาจทำได้จำกัด และน่ากระทบความเชื่อมั่นในสกุลเงินยูโร ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและกลับไปถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีวิกฤติตลาดเกิดใหม่ ที่สืบเนื่องจากปีนี้ที่หลายประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ โดยเฉพาะเมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงเร็วจากรายจ่ายด้านน้ำมันและเงินโอนออกนอกประเทศ ขณะที่รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวหดหาย
โดยปัญหานี้อาจขยายวงได้อีกครั้ง เพียงแต่ว่าใครจะเป็นโดมิโนรายต่อไปที่จะล้ม หากนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและดึงเงินลงทุนกลับ ค่าเงินจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว และประเทศเหล่านี้อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ต้องขอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ แต่ปัญหานี้ไม่น่ารุนแรงจนลามไปประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงและไม่มีปัญหาด้านความเชื่อมั่น
รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงจากโควิดกลายพันธุ์ ที่จะแพร่ได้เร็วสามารถหลบภูมิคุ้มกันได้แม้อาการไม่รุนแรง แต่จะส่งผลให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขมีปัญหา รัฐบาลอาจต้องจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้ออาจกระทบความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านท่องเที่ยว รวมทั้งอาจกระทบภาคการผลิต ซึ่งจะมีผลให้ห่วงโซ่อุปทานมีปัญหากระทบการส่งออกได้
สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยนั้น สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2565 ที่ 3.2% และ ปี 2566 ที่ 3.4% แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีเกินคาดในช่วงไตรมาสสามที่ GDP เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนถึง 4.5% (yoy) หรือขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาลถึง 1.2% (qoq,sa)
แต่การฟื้นตัวหลักมาจากการเปิดเมืองและการเปิดรับการท่องเที่ยวจากต่างชาติที่มากขึ้น กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์ยังกระจุกตัวในกลุ่ม โรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่ง ขณะที่การใช้จ่ายในกลุ่มอื่น ๆ ยังขยายตัวไม่โดดเด่น อาจด้วยรายได้คนทั่วไปไม่ได้ปรับขึ้นมาก แต่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นสูงจนคนระมัดระวังการใช้จ่าย
นอกจากการบริโภคภาคเอกชนแล้ว การลงทุนภาคเอกชนก็เป็นตัวสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งการสั่งซื้อเครื่องจักรและวัตถุดิบ รวมทั้งภาคการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจต่อเนื่องในปีนี้ แต่การฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่ามาจากอุปสงค์ที่อัดอั้นมานานและพร้อมกระโจนใช้จ่าย หรือ pent-up demand ซึ่งต่อไปก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงได้
"คาดว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสสี่จะขยายตัวได้ 3.7% yoy หรือ 0.6% qoq,sa โดยการส่งออกน่าจะเริ่มชะลอลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลง โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐและยุโรปที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย"
สำหรับด้านการส่งออกของจีนมีแนวโน้มติดลบในปีหน้า ทั้งจากอุปสงค์ตลาดโลกที่อ่อนแอลง ปัญหาห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน และจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งโดยรวมจะกระทบการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กลุ่มอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตรน่าจะยังพอประคองตัวได้จากการที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน
ในส่วนการลงทุนภาคเอกชนนั้น ซีไอเอ็มบีฯ มองว่าจะเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และน่าจะยังหวังการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาอาเซียนรวมทั้งไทยได้ในปีหน้า โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะที่การก่อสร้างคอนโดมิเนียมในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่คนไทยพอเข้าถึงได้น่าเป็นโอกาสในการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้า โดยเฉพาะแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว อาจเห็นบทบาทการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐลดลง ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐอาจไม่ขยายตัวจากปีนี้ และน่าจะไม่สามารถคาดหวังโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้มากนัก ด้วยงบประมาณที่จำกัดและนำมาใช้ด้านสวัสดิการคนจนเป็นสำคัญ
อีกทั้งหากรัฐบาลใช้เงินมากระตุ้นการใช้จ่ายมากเกินไปก็อาจทำให้อุปสงค์เร่งแรงกว่าการขยายตัวของอุปทาน ความไม่สมดุลนี้จะนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูง หรือการขาดความเชื่อมั่นในภาคการคลังในประเทศ ซึ่งรัฐน่าจะประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเน้นการกระจายรายได้ให้ทั่วถึงในปีหน้า
"ปีนี้การลงทุนภาคเอกชนเด่น การก่อสร้าง อสังหาฯ ก็เริ่มดีขึ้น แต่ที่ห่วงมาตลอดคือการส่งออก และปีหน้าคงเติบโตติดลบ"
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น ทางซีไอเอ็มบีฯ มองว่า ขณะที่เศรษฐกิจกำลังมีความเปราะบางและความเสี่ยงเรื่องหนี้ครัวเรือนนั้น การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ทางสหรัฐกำลังอยู่ช่วงปลายทางของการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว และน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงระดับสูงสุดในช่วงไตรมาส 1-2 ในปีหน้า
ดังนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะหยุดขึ้นดอกบี้ยได้ช่วงกลางปี ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 2% ในช่วงกลางปีหน้า จากระดับ 1.25% ในปลายปีนี้ แต่ด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทยยังมีความเสี่ยงที่จะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระดับบนที่ 3% ซึ่งทางแบงก์ชาติ ยังไม่น่าส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังปีหน้าได้
"สหรัฐฯ ยังมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 2% ในปีหน้า จึงไม่คิดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยได้ภายในปีหน้า และไม่คิดว่าเฟดจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 6%"
ในส่วนแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน ซีไอเอ็มบีฯ ยังมองว่า เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งทำให้มีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐเพื่อใช้จ่ายลดลงตาม ขณะที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐตามคาดน่าจะเสริมบรรยากาศในการลงทุนที่ดีขึ้น แม้เฟดจะยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปีหน้า โดยมองอัตราเงินบาทไว้ที่ระดับ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐในช่วงปลายปี 2565
อย่างไรก็ดี ยังมีความกังวลในส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐที่ยังสูงในช่วงครึ่งแรกปีหน้า อีกทั้งการส่งออกที่ยังมีทิศทางไม่สดใสและรายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเต็มที่ ซึ่งน่าจะยังทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึงกลางปีหน้า และทำให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปีตามการฟื้นตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปลายปี 2566
ดร.อมรเทพยังทิ้งท้ายอีกว่า "อย่าเป็นกระต่ายตื่นตูม เพราะแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงมากกมาย แต่ไทยยังมีการท่องเที่ยวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้อยู่ จึงไม่น่าจะเผชิญภาวะความเสี่ยงมากนักเมื่อเที่ยบกับประเทศอื่น ๆ"







