
CEO Survey มองบวกต่อเศรษฐกิจไทยหวังให้ GDP เพิ่มกว่า 2% สำหรับปีนี้
จาก CEO Survey พบว่า 80% ของผู้นำองค์กรต่างมองบวกต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทย โดยส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะมีตัวเลข GDP ในปีนี้อยู่ที่ 2-3% จากปัจจัยท่องเที่ยว ส่งออก และเศรษฐกิจโลก แต่ยังกังวัลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน
ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO Survey) ปี 2565: Economic Outlook Outlook2022 ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) และสมาคมบริษัทจดทะเบียน (TLCA) พบว่า 80% ของผู้นำองค์กรต่างมองบวกต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทยว่าจะเติบโตดีขึ้น ขณะที่อีก 6% มองว่าเหือนเดิมและ 14% เห็นว่าแย่ลงถึงแย่ลงมาก
ทั้งนี้พบว่า CEO ส่วนใหญ่ หรือ 52 % คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2% ถึง 3% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงสนับสนุนจากการท่องเที่ยว และการส่งออก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2566 ว่าจะเติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 3 ถึง 4%
ขณะเดียวกัน ก็ยังเห็นว่ามีความเสี่ยงสาคัญต่อเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ ราคาน้ามัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน
สำหรับปัจจัยเสี่ยง 5 อันดับแรกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ มี CEO ถึง 38% ที่ให้น้ำหนักกับอัตราเงินเฟ้อ อีก 30% เกี่ยวกับราคาน้ำมัน/เชื้อเพลิง 22% ปัจจัยด้านเสถียรภาพการเมืองโลก 17% ปัจจัยกำลังซื้อในประเทศ และอีก 17% คือปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ส่วนปัจจัยที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย 5 อันแรกนั้น พบว่ามี CEO ถึง 74% ที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว 35% คือการส่งออก 30% การฟื้นตัวจากสถานการณ์ Covid-19 อีก 17% มองเรื่องกำลังซื้อในประเทศ และ 13% คือนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ
ผลจาก CEO Survey ยังรายงานอีกว่าผู้นำองค์กรชั้นนำส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าทิศทางอุตสาหกรรมในปี 2565 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2564 และคาดว่ากำไรของบริษัทในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จะดีกว่าครึ่งแรกของปี โดย 50% ของ CEO ที่ตอบแบบสอบถาม คาดว่ารายได้ในปี 2565 จะเติบโต 10% ขึ้นไป
โดยพวกเขาเป็นตัวแทนของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์การเปิดประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเป็นธุรกิจที่เป็นแหล่งเงินทุนของกิจการต่าง ๆ เช่น ธุรกิจธนาคาร ตลอดจนเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกลับมาใช้ชีวิตรูปแบบปกติ เช่นธุรกิจเทคโนโลยีการสื่อสาร ธุรกิจแฟชั่น ธุรกิจของใช้ในครัวเรือนและสานักงาน
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่คาดว่า ในปี 2565 ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตามอง ไม่ว่าเป็นต้นทุนการผลิตทุกประเภท ทั้งราคาพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สภาพคล่องธุรกิจ และการจ้างงานอยู่ในระดับเดิม
นอกจากนี้พบว่า ในปี 2565 สิ่งที่ CEO วิตกกังวลสูงสุด 3 อันดับแรก มีความเปลี่ยนแปลงชัดเจนจากทุกครั้งที่ผ่านมามี นั่นคือ อันดับหนึ่งเป็นเรื่องของ “ต้นทุนวัตถุดิบ” ตามมาด้วย “ต้นทุนราคาเชื้อเพลิง” ขณะที่อันดับ 3ได้แก่ กาลังซื้อในประเทศ ที่ลดลงจากอันดับ 1 จากการสำรวจครั้งก่อน







