posttoday
ดอกเบี้ยบานไม่รู้โรย

ดอกเบี้ยบานไม่รู้โรย

17 กรกฎาคม 2554

ถึงตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ดอกเบี้ยในประเทศไทยยังอยู่ในห้วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ถึงตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ดอกเบี้ยในประเทศไทยยังอยู่ในห้วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา จะมีการประกาศขยับขึ้นอีก 0.25% จนส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายจาก 3% มาอยู่ที่ระดับ 3.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยห่างจากดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา 33.25% เข้าไปแล้วก็ตามที

กนง.ให้เหตุผลของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ว่า เพราะเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากราคาพลังงานและการปรับราคาในหมวดอาหารสำเร็จรูปที่ยังมีอยู่

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้เพราะดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ หากนำมาหักลบเงินเฟ้อก็ถือว่ายังติดลบอยู่ ดังนั้นดอกเบี้ยจึงอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อไปเพื่อปรับดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ

โดย กนง.ยังมีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาดอกเบี้ยในการดูแลเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจอีก 4 ครั้งในปีนี้ สัญญาณดังกล่าวจึงเป็นที่แน่ชัดว่าดอกเบี้ยของไทยยังบานไม่รู้โรย

ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานมีโอกาสหลุดกรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ 0.53% ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 นี้ แม้จะมีการขยายมาตรการดูแลค่าครองชีพออกไป

ผลจากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ได้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่างธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ขา ทั้งเงินฝากและเงินกู้ โดยดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ขยับขึ้น 0.125% มาอยู่ที่ 0.875% เงินฝากประจำทุกระยะเวลาขึ้น 0.5% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทปรับเพิ่มขึ้น 0.25% เมื่อธนาคารขนาดใหญ่ขยับขึ้นเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นคงจะมีการปรับเพิ่มขึ้นตามในเร็วๆ นี้

ดอกเบี้ยบานไม่รู้โรย

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยก็ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้น 0.12-0.25% และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้น 0.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2554 เป็นต้นไป โดยปรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ขึ้น 0.12% เป็น 0.87% เงินฝากประจำ 3 เดือน ปรับขึ้น 0.10-0.20% เป็น 1.70-1.95% เงินฝากประจำ 6 เดือน ปรับขึ้น 0.05-0.15% เป็น 2.05-2.30% เงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับขึ้น 0.20-0.25% เป็น 2.40-2.70% รวมทั้งได้ปรับอัตราดอกเบี้ยตั๋วแลกเงิน (B/E) เพิ่มขึ้น 0.05-0.15%

ขณะเดียวกันได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้น 0.25% โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ปรับจาก 6.87% เป็น 7.12% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้าชั้นดี (MOR) ปรับจาก 7.15% เป็น 7.40% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) จาก 7.65% เป็น 7.90%

จึงเชื่อได้ว่าสัปดาห์หน้าจะเป็นเทศกาลการขึ้นดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่ขยับอีกระลอก บรรดาผู้กู้จึงควรหาทางรับมือ

ขณะที่ผู้ฝากเงินก็ต้องพิจารณาวางแผนการเงินให้ดี เพราะหลังจากรัฐบาลชุดใหม่ประกาศจะดำเนินนโยบายประชานิยมเต็มขึ้นนั้น จะเป็นผลให้รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องการเม็ดเงินมหาศาล หนึ่งในนั้นคือการระดมเงินฝากผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อใช้ธนาคารเหล่านี้เป็นแขนขาในการดำเนินนโยบายต่างๆ ซึ่งได้สร้างความกังวลให้กับธนาคารพาณิชย์เอกชนว่าอาจก่อให้เกิดการแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดเพิ่มรุนแรงหนักขึ้นไปจากระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากระยะแค่ 6 เดือนได้ทะลุขึ้นมายืนบนหลัก 4% เข้าไปแล้ว

นายยุทธชัย เตยะราชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มถูกดูดเงินฝากจากแบงก์รัฐที่ใช้แคมเปญดอกเบี้ยสูงเข้าสู้ ทำให้เกิดการแข่งขันรุนแรง ดังนั้นธนาคารขนาดกลางและเล็กจึงเติบโตลำบาก รับแรงกดดันจากดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับเพิ่มขึ้น พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝากที่จะเริ่มบังคับใช้เดือน ส.ค.นี้

นอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว ฐานะการคลังก็ยังต้องติดตาม เมื่อกระทรวงการคลังระบุว่า ในการประชุมร่วมกันกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย สรุปว่าจะมีการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท ทำให้งบประกาศรายจ่ายประจำปี 2555 เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิม 2.25 ล้านล้านบาท เป็น 2.3 ล้านล้านบาท งบลงทุนจาก 3.5 แสนล้านบาท เป็น 4 แสนล้านบาท

ด้านค่าเงินบาทก็ยังอยู่ในภาวะแข็งค่าต่อไป เมื่อพิจารณาจากเงินทุนไหลเข้า ล่าสุดมีการทดสอบ 30.05 บาทต่อเหรียญสหรัฐไปแล้ว และมีการประเมินว่าน่าจะยืนในระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก

ด้านวงการทองคำก็มีการขยับราคาอย่างคึกคักไม่น้อย ทำสถิติครั้งแล้วครั้งเล่า นายสัญญา หาญพัฒนกิจพานิช หัวหน้าทีมพัฒนาธุรกิจตลาดอนุพันธ์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ให้ติดตามการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐให้ดี หากสหรัฐออกมาตรการ QE3 จริง จะทำให้นักลงทุนขนเงินมาลงทุนในทองคำมากขึ้น เพราะเกรงปัญหาเงินเฟ้อจะพุ่งสูง ประเมินว่าปีนี้มีโอกาสเห็นราคาทองคำแตะระดับ 1,630 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ แต่คงไม่เกิน 1,680 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

จนส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศขยับขึ้นมายืนในระดับ 22,600 บาทแล้ว

ไม่เพียงแต่ราคาทองคำจะพุ่ง ในส่วนของทิศทางตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวค่อนข้างแกว่งตัวแรง บางวันปริมาณการซื้อขาย 2.9 หมื่นล้านบาท บางวันซื้อขายแค่ 2 หมื่นล้านบาท โดยท้ายสัปดาห์ดัชนีลงมาปิดตลาดที่ระดับ 1,079.91 จุด ลดลง 0.79% จากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากความกังวลการแก้ปัญหาหนี้ในอเมริกาและยุโรป  

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน