
ปตท.ยันไม่ผลักภาระผู้บริโภคกรณีท่อก๊าซรั่ว
ปตท. ยันเรกูเลเตอร์ จะไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค หลังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศราคาแพงขึ้น จากเหตุท่อแก๊สรั่ว
ปตท. ยันเรกูเลเตอร์ จะไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค หลังต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศราคาแพงขึ้น จากเหตุท่อแก๊สรั่ว
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เปิดเผยว่าจากกรณีท่อก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยรั่ว ทำให้ปตท.ต้องส่งเชื้อเพลิงให้กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้น้อยลง ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทนทั้งน้ำมันเตา และก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพง ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรกูเลเตอร์)ไม่ให้ประชาชนรับภาระ โดยกระจายไปให้ผู้ที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปตท.และบริษัท ฮุนไดเฮฟวี่ อินดัสตรี ในเบื้องต้นจะเป็นผู้ซ่อมและจ่ายค่าสินไหมประกัน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในช่วงไตรมาส 3 ของปตท. เพียงเล็กน้อยในระดับพันล้านบาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่ นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ราว 4,000 ล้านบาท แต่ก็จะมีอัตรากำไรจากธุรกิจกลุ่มอื่นมาทดแทนทั้งโรงกลั่น ปิโตรเคมี เป็นต้น ขณะที่อัตรากำไรช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าไตรมาส 2 แนวโน้มกำไรจะลดต่ำลงกว่าไตรมาส 1 แต่ก็ถือว่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
"กรณีท่อก๊าซฯรั่วคงกระทบกำไรไตรมาส 3 เล็กน้อยระดับพันล้านบาท ขณะเดียวกันช่วงนี้มีโรงงานบางส่วนที่ปิดซ่อมบำรุงอยู่แล้วด้วยจึงไม่มีไรน่ากังวล ส่วนยอดของคงไม่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว"นายประเสริฐ กล่าว
สำหรับราคาน้ำมัน คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในระดับบวกลบ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลอยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ด้านราคาขายปลีกในประเทศก็น่าจะทรงตัวในระดับนี้ เนื่องรัฐบาลใหม่มีนโยบายลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว แล้วหลังจากนั้นก็คงมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าในส่วนของพลังงานทดแทนเช่น แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลยังมีความจำเป็นต้องอุดหนุนต่อ







