
ภารกิจ "ศักดิ์ เสกขุนทด" ดันอี-กอฟไทยติดท็อป 3 เอเซียน
ความพยายามผลักดันระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีกอฟเวิร์นเมนท์
ความพยายามผลักดันระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีกอฟเวิร์นเมนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ความพยายามผลักดันระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีกอฟเวิร์นเมนท์ ของรัฐบาลไทยที่ไม่มีความชัดเจนด้านนโยบาย ทำให้การใช้งานจริงไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร และส่งผลให้การวัดระดับอีกอฟเวิร์นเมนท์ของไทยในอาเซียนโดยสหประชาชาติตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน และหากยังไม่มีการพัฒนาก็มีแนวโน้มถดถอยลงอีก ทั้งที่ความจริงประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขาดแผนแม่บทอีกอฟเวิร์นเมนท์ เลยไม่มีทิศทางที่จะก้าวไป
ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สรอ. เล็งเห็นถึงปัญหาข้อนี้ และด้วยการเป็นหน่วยงานองค์การมหาชนใหม่ภายใต้สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ที่ดูแลงานด้านนี้ จึงเตรียมรวบรวมและผลักดันให้มีแผนพัฒนาที่ชัดเจน
“เดิมมีกรอบไอที 2020 มาแผนแม่บทไอซีทีฉบับ 2 และมีมติ ครม. ที่กำหนดเรื่องอีกอฟเวิร์นเมนท์ แต่ต้องรวบรวมให้ชัดเจน” ศักดิ์ กล่าว
ประเดิมงานแรกอีสารบรรณ
สิ่งแรกที่ สรอ. จะเข้าไปดูคือโครงข่ายข้อมูลของรัฐบาล หรือจีไอเอ็นที่เชื่อมหน่วยงานกว่า 300 แห่งเข้าด้วยกัน ต้องมีการสำรวจว่ามีการใช้งานเพียงพอหรือไม่ มีคุณภาพเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้จะผลักดันให้มีการระบบอีสารบรรณ หรือการส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้น ที่ผ่านมาอาจมีการส่งกันภายในหน่วยงานแล้ว แต่ต่อไปจะต้องส่งระหว่างหน่วยงานได้ โดยจะเริ่มจากหน่วยงานกลางที่มีการส่งเอกสารเป็นประจำ เช่น กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
อีกส่วนที่น่าจะมีการนำระบบอีสารบรรณมาใช้คือ เอกสารมติ ครม.แจ้งเพื่อทราบ ควรเผยแพร่ผ่านเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 6 เดือน สิ่งเหล่านี้ต้องเกิด และ สรอ.จะดูแลระบบกลางให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับฝึกอบรมบุคลากรให้พร้อมรับระบบใหม่
ถ้าเห็นก้าวแรกนี้เกิดขึ้นได้ ก้าวต่อๆ ไปในกลุ่มอีสารบรรณระหว่างหน่วยงานจะเกิดขึ้นตามมาได้ไม่ยากนัก
อีเมลกลางรัฐตลอดชีพ
สืบเนื่องจากมติ ครม. ที่ห้ามให้ฟรีอีเมลเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล สรอ.จึงเข้ามาดูแลเรื่องอีเมลภาครัฐ โดยกำหนดเป็น @mail.go.th ซึ่งปัจจุบันมีข้าราชการใช้ประมาณ 1.2 แสนราย จากข้าราชการทั้งหมดกว่า 1 ล้านราย และกำลังผลักดันให้มาใช้งานเพิ่มขึ้น โดยจุดเด่นคือ ข้าราชการไทยจะได้ใช้เมลนี้ตลอดชีวิต โดยเป็นชื่อตามด้วย @mail.go.th ไม่ว่าจะย้ายสังกัดก็จะใช้เมลนี้ตลอด และมีเมลที่ 2 เป็น @ ชื่อหน่วยงาน.mail.go.th ซึ่งทั้งสองเมลมีกล่องข้อความเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน บุคคลภายนอกจะติดต่อข้าราชการก็ทำได้ง่ายเช่นกัน
“ปัญหาที่ผ่านมาคือ ข้าราชการคุ้นเคยกับฟรีอีเมลและอีเมลภาครัฐขาดคนดูแลทำให้มีปัญหาไวรัส สแปมเยอะมาก ทำให้โดนบล็อกจากฟรีอีเมลอื่นๆ พอจะส่งข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกก็ทำได้ลำบาก สาเหตุคือ ขาดคนกลางดูแลระบบ และ สรอ.จะเข้ามาจัดการส่วนนี้” ศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ประโยชน์ที่เกิดจากการใช้อีเมลระบบนี้ ทำให้การเก็บข้อมูลรายชื่อข้าราชการทำได้ง่าย ต่อไปการส่งต่อเอกสารภายใน เช่น หากรัฐมนตรีต้องการส่งข้อมูลถึงอธิบดีทั่วประเทศ สามารถใช้งานระบบรายชื่อและส่งถึงได้ทันที
นอกจากเรื่องของอีเมลแล้ว สรอ.ยังมีแผนผลักดันการสร้างจีคลาวด์ หรือระบบคลาวด์ในหน่วยงานภาครัฐ จุดนี้จะมีทั้งที่ทำเองและร่วมมือกับเอกชนผู้ให้บริการคลาวด์ เช่น ทีโอที กสทฯ และ ทรูฯ หากหน่วยงานภาครัฐต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ แต่สามารถมาใช้บริการจีคลาวด์ได้
“บริการคลาวด์จะเกิดได้ต้องสร้างความเข้าใจกับบุคลากรภาครัฐว่า เมื่อมีหน่วยงานกลางดูแล มีการกำหนดมาตรฐานไว้ สามารถมั่นใจในคุณภาพได้ และต้องเสนอเป็นมติ ครม.อนุมัติ เพื่อให้เข้าใจระเบียบการใช้งานว่า ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ แต่สามารถเช่าใช้ และจ่ายเท่าที่ใช้จริงได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้อีกมาก” ศักดิ์ กล่าว
หนุนอีโลจิสติกส์รับเปิดเสรี
ศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เป็นที่รู้กันว่า 2558 จะเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะด้านอีโลจิสติกส์เพื่ออำนวยความสะดวก และทำให้การแข่งขันของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดึงดูดการลงทุน ถ้าสามารถเดินเรื่องการส่งออกจาก 7 วันเหลือ 1 วันได้ นั่นคือโอกาสและการเติบโตที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เป้าหมายคือภายใน 4 ปีก่อนเปิดเสรี 30 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้ระบบนี้เหมือนกันทั้งหมด ช่วยประหยัดเวลา ประหยัดการเดินทาง จากปัจจุบันมีหน่วยงานประมาณ 20% เช่น กรมศุลกากร ที่ใช้อยู่แล้ว
“อันดับแรกต้องวางโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม สร้างมาตรฐานในการรับส่งข้อมูลระหว่างกัน และที่สำคัญต้องดึงผู้ให้บริการเอกชนมาร่วมด้วย ภาครัฐจะทำเองทั้งหมดไม่ได้ เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้วต้องร่วมมือกัน แบบนี้จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทั้งรัฐและเอกชนไปด้วยกัน ส่วนนี้สิงคโปร์สามารถทำได้ ไทยก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน” ศักดิ์ กล่าว
หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเรื่องทั้งหมดมีการเริ่มต้นไว้แล้ว มีโครงการนำร่องในหลายๆ หน่วยงาน เพียงแต่ขาดการต่อยอดและทำอย่างต่อเนื่องขยายผลสู่การปฏิบัติจริง เนื่องจากไม่มีหน่วยงานกลางที่เข้ามาประสานและดูแลให้ระบบทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี เรื่องบุคลากรและเรื่องของกฎหมาย ซึ่งนั่นจะเป็นหน้าที่ของ สรอ.
สำหรับการวัดผลการทำงานของ สรอ.ว่าทำได้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากการวัดระดับอีกอฟเวิร์นเมนท์ของประเทศไทย ที่จากทั่วโลกอยู่อันดับที่ 76 ต้องขยับสูงขึ้น ในอาเซียนต้องติดท็อป 3 จากปัจจุบันอยู่อันดับ 4 และในเอเชีย ต้องติดท็อป 10 ให้ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นทางเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคนและการให้บริการจากภาครัฐ ที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน







