
เมืองไทยบุกสินค้ากลุ่มพิเศษ
ตั้งเป้าขึ้นแท่นที่1ผู้นำตลาดจ่ายสินไหมก้อนโตฐานะยังปึ้ก
ตั้งเป้าขึ้นแท่นที่1ผู้นำตลาดจ่ายสินไหมก้อนโตฐานะยังปึ้ก
เมืองไทยประกันภัย รุกตลาดกรมธรรม์กลุ่มพิเศษ หวังขึ้นแท่นผู้นำตลาด
นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทได้ให้ความสำคัญและตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดด้านผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความพิเศษหรือแบบประกันเฉพาะทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบประกันความรับผิดของผู้บริหาร (D&O) แบบประกันวิชาชีพ (PI) แบบประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (PL) และแบบประกันภัยก่อการร้าย โดยในปีนี้ตั้งเป้าทำเบี้ยกลุ่มพิเศษให้ได้ประมาณ 260280 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนประมาณ 5% เมื่อเทียบกับเบี้ยรับรวม ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 5,400 ล้านบาท ซึ่งผลดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกทั้งในแง่ยอดขายและผลกำไรก็ได้เป็นไปตามเป้า
“เราหวังจะเป็นผู้นำตลาดประกันกลุ่มพิเศษนี้ให้ได้ และได้มีการตั้งฝ่ายใหม่ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเบี้ยกลุ่มนี้ให้ได้ 5% ภายใน 23 ปี ผ่านทุกช่องทางจำหน่ายโดยในปีที่ผ่านมาก็ได้เบี้ยมาประมาณ 220 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าตลาดมีการรับรู้และเห็นความสำคัญกับประกันประเภทนี้มากขึ้น ” นางนวลพรรณ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยังได้บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เข้ามาเป็นลูกค้าในส่วนของประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมอีก มีทุนประกันประมาณ 400 ล้านบาท เป็นการคุ้มครองผลิตภัณฑ์ของบริษัท เช่น ขวดพลาสติกและฝาปิดขวด ที่บริษัท ศรีไทยฯ จำหน่ายไปยังบริษัทเครื่องดื่มชั้นน้ำที่มีการจัดจำหน่ายไปยังทั่วโลก นอกเหนือจากการที่บริษัท ศรีไทยฯ ได้ต่อสัญญาประกันสรรพภัยให้กับสาขาของบริษัท ศรีไทยฯ ทุกสาขา ทุนประกันรวม 7,000 ล้านบาท แม้จะต้องมีการปรับเบี้ยเพิ่มขึ้น 100% ก็ตาม ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์โรงงานศรีไทยฯ ไฟไหม้ และบริษัท เมืองไทยประกันภัย ต้องจ่ายค่าสินไหมไป 460 ล้านบาท
นางนวลพรรณ กล่าวว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์เคลมค่าสินไหมใหญ่ๆ หลายเหตุการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้กระทบกับฐานะการเงินของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากได้มีการตั้งสำรองเงินกองทุนสินไหมทดแทนไว้เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้บริษัทก็มีฐานะเงินกองทุนอยู่ในระดับ 958.8% สูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด 6.7 เท่า
นางนวลพรรณ กล่าวว่า บริษัทอาจมีการปรับสัดส่วนการลงทุนในเงินฝากใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นในขณะนี้ ซึ่งการปรับสัดส่วนลงทุนดังกล่าว จะมีการเสนอให้คณะกรรมการด้านการลงทุนพิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอพิจารณา ส่วนพอร์ตลงทุนในตราสารทุนไม่มีการปรับแต่อย่างไร โดยคงสัดส่วนเดิมที่ 25%







