posttoday
เตือนรัฐดูแลนโยบาย"ไม่ประชานิยม"

เตือนรัฐดูแลนโยบาย"ไม่ประชานิยม"

14 กรกฎาคม 2554

ทีเอ็มบีออกบทวิจัยเตือนรัฐดูแลนโยบาย "ไม่ประชานิยมที่ถูกลืม" ชี้ช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังเศรษฐกิจ

ทีเอ็มบีออกบทวิจัยเตือนรัฐดูแลนโยบาย "ไม่ประชานิยมที่ถูกลืม" ชี้ช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังเศรษฐกิจ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี นาคารทหารไทยได้ออกบทวิจัยเรื่อง "นโยบาย(ไม่)ประชานิยม...ที่ถูกลืม" โดยระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่ไม่ควรมองข้ามปัญหาโครงสร้างระยะยาวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งมีมาตรการหลายอย่างที่เป็นประโยน์และค้างคามาจากรัฐบาลชุดก่อนที่ควรได้รับการสานต่อ เช่น

1.การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์‬ ครม.ชุดก่อนเห็นชอบการกำหนดภาษีจากประสิทธิภาพการใช้พลังงาน  การลดมลพิษ และมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังมีความเห็นขัดแย้งในเรื่องอัตราภาษีรถยนต์ที่ใช้เอทานอลกับก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ที่สูงถึง 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์ประเภทอื่นๆ ที่มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะรถยนต์ประเภทไฮบริดที่เก็บ 20% และรถที่ใช้ไฟฟ้าที่เก็บเพียง 10%   ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรเร่งพิจารณาต่อเพื่อให้เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาปรับตัวและทันกับการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

เตือนรัฐดูแลนโยบาย"ไม่ประชานิยม"

2.พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง‬ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ซึ่งโดยหลักการแล้ว พ.ร.บ.นี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และช่วยเพิ่มการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพราะจะจูงใจให้มีการนำที่ดินเปล่ามาสร้างประโยชน์ รวมทั้งช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีให้รัฐบาลด้วย

3. การแก้ไขพ.ร.บ.เงินตรา และพ.ร.บ.กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน‬ ซึ่งจะทำให้ธปท. มีรายได้จากการบริหารเงินตราและการขายทรัพย์สินมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูจำนวน 1.1 ล้านล้านบาท  ส่วนกระทรวงการคลังก็สามารถบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯที่โอนมา 3 แสนล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายภาระดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ  ซึ่งปัจจุบันใช้เงินงบประมาณจ่ายประมาณปีละ 7 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีปัญหาระยะยาวและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรรีบแก้ไข เช่น การกระจายรายได้ของประเทศไทย ปัจจุบันความเหลื่อมล้ำของรายได้เพิ่มสูงขึ้น โดยต้องเร่งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่างพรบ.ภาษีมรดก หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเก็บภาษีจากทรัพย์สินและลดการเก็งกำไรในที่ดิน 

อย่างไรก็ตามการใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่นำมาใช้แทนการจำนำสินค้าจะสามารถประหยัดงบประมาณได้กว่า 5 เท่า แต่ต้องมีการกำหนดราคาประกันให้เหมาะสม  รัฐควรยกเลิกการพยุงราคาสินค้า แต่ควรช่วยพัฒนาศักยภาพในการผลิตเพื่อให้มีต้นทุนต่ำลง และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับสินค้าในระยะยาว นอกจากนั้นการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินเพื่อเป็นช่องทางในการประกันความเสี่ยงด้านราคาของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ควรวางระบบจัดการเพื่อรับมือภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เช่น การสนับสนุนระบบประกันภัยพืชผลให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด เพื่อให้เกิดการเยียวยาผู้ประสบปัญหาอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ควรเดินหน้าแก้ปัญหาเรื้อรังของประเทศ เช่น การลงทุนภาครัฐที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจากข้อมูลจากธนาคารโลก การลงทุนภาครัฐของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ต่อ จีดีพี ขณะที่ทั้งโลกเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10.6 ต่อ จีดีพี

ดังนั้น การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น พัฒนาโครงข่ายขนส่งเชื่อมโยงภูมิภาคโดยเฉพาะการขนส่งระบบรางภายในประเทศ หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึกจะทำไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคได้ ซึ่งจะสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว

ทั้งนี้รัฐบาลควรชะลอการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาภาระการคลังมีแนวโน้มสูงขึ้นเร็วกว่ารายรับ ที่สำคัญภาระรายจ่ายจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายเงินเดือนเริ่มต้นปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทที่จะเริ่มต้นในส่วนของข้าราชการ โดยต้องใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันไดที่ประเมินว่าต้องใช้งบเพิ่ม 6พันล้านบาท

ดังนั้น การใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นอย่างในปัจจุบัน จึงควรเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก และลดการใช้จ่ายผูกมัดที่ไม่จำเป็นลง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี