posttoday
รอบรู้สนามลงทุน

รอบรู้สนามลงทุน

12 กรกฎาคม 2554

กระทรวงการคลังได้ประกาศขายพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อของไทยเป็นครั้งแรก ช่วงวันที่ 11-13 ก.ค. 2554

กระทรวงการคลังได้ประกาศขายพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อของไทยเป็นครั้งแรก ช่วงวันที่ 11-13 ก.ค. 2554

โดย..วิน อุดมรัชตวนิชย์

วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท จ่ายผลตอบแทนทุก 6 เดือน โดยให้ผลตอบแทนเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วประมาณร้อยละ 1 ต่อปี (ซึ่งอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่แท้จริงจะประกาศให้ทราบก่อนการจำหน่ายประมาณ 1 สัปดาห์) ส่วนที่สองเป็นส่วนชดเชยบนดอกเบี้ยที่จะได้รับทุก 6 เดือน(จะประกาศให้ทราบก่อนการจำหน่ายประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนงวดการจ่ายดอกเบี้ย) และส่วนสุดท้ายเป็นส่วนชดเชยบนเงินต้นที่จะได้รับในวันครบกำหนดไถ่ถอน โดยผลตอบแทนที่ได้จากพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อต้องเสียภาษีเงินได้เหมือนกับพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ผู้ซื้อพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะได้รับคือ “การรักษาอำนาจซื้อได้ตลอดช่วงอายุของพันธบัตร และการคุ้มครองเงินต้น” นอกจากนี้ยังเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้เป็นเสาหลักทางการเงินของประเทศพร้อมไปกับตลาดหุ้น และตลาดสินเชื่อธนาคาร ทั้งยังช่วยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินนโยบายการเงินได้อย่างมีเสถียรภาพ ตามนโยบาย Inflation Targeting ได้อย่างเหมาะสม

ผู้ลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ ควรให้ความสนใจต่อดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปจำนวน 2 ดัชนี ซึ่งมีความสำคัญต่อการกำหนดดอกเบี้ยรับ ได้แก่ ดัชนีที่ใช้อ้างอิงในวันจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งจะถูกนำมาเทียบกับดัชนีที่ใช้อ้างอิงในวันออกพันธบัตร โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง จะเป็นผู้ประกาศให้ทราบถึงดัชนีที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ในขณะที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจะเป็นผู้ให้บริการฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้ เพื่อใช้คำนวณราคาพันธบัตร ผ่านทาง Website ของสมาคมฯ

การถือครองพันธบัตรรัฐบาลทั่วไปที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไว้ล่วงหน้านั้น นับว่าผู้ลงทุนได้คาดการณ์และแบกรับความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อไว้ล่วงหน้า เพิ่มจากอัตราผลตอบแทนแท้จริงที่จะได้รับ ดังนั้นการที่ผู้ลงทุนจะตัดสินใจว่าควรลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้ออายุ10 ปีหรือไม่ ก็จะพิจารณาจากจุดคุ้มทุนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ที่กำหนดผลตอบแทนคงที่ไว้ล่วงหน้า ในช่วงเวลาการถือครองเดียวกัน

พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะมีความน่าสนใจลงทุนมากกว่าพันธบัตรที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ก็ต่อเมื่ออัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริงมีค่ามากกว่าจุดคุ้มทุนดังกล่าว ตัวอย่างเช่นพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้ออายุคงเหลือ 10 ปี ให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ 1% ต่อปี ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุคงเหลือ 10 ปี แบบให้ผลตอบแทนคงที่ล่วงหน้านั้นมีอัตราผลตอบแทนที่ 3.70% ต่อปี หมายความว่าจุดคุ้มทุนของอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.70% ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในอนาคตมีค่ามากกว่า 2.70% ก็จะทำให้ผู้ซื้อพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อได้ผลตอบแทนมากกว่าผู้ซื้อพันธบัตรแบบให้ผลตอบแทนคงที่ เพราะจะได้รับส่วนชดเชยเงินเฟ้อที่มากกว่า ในทางกลับกัน หากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในอนาคตมีค่าน้อยกว่าระดับจุดคุ้มทุน ผู้ซื้อพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อก็จะได้รับผลตอบแทนรวมที่น้อยกว่าผู้ซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนคงที่

ทางเลือกสำหรับการลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ นอกเหนือไปจากการลงทุนโดยตรงแล้ว ผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้อีกด้วย ซึ่งตัวอย่างของกองทุนรวมต่างประเทศในรูปแบบของ Exchange Traded Fund (ETF) ที่มีการลงทุนในพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ได้แก่ SPDR DB International Government Inflation Protected Bond ETF โดยกองทุนนี้จดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจัดตั้งกองทุนตั้งแต่เดือน มี.ค. 2551มีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนในตราสารหนี้ชดเชยเงินเฟ้อของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจทั่วโลก โดยตราสารเหล่านั้นจะต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือที่อยู่ในระดับน่าลงทุน และเน้นการบริหารกองทุนเพื่อให้เกิดผลตอบแทนรวมสูงสุดเป็นหลัก

กองทุนดังกล่าวจัดการโดย SSGA Funds Management Inc. ให้ผลตอบแทนรายปี สำหรับ พ.ศ. 2552 และ 2553 ที่ระดับ 17.14% และ 6.59% ตามลำดับ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2554 กองทุนนี้มีสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1,354 ล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบไปด้วยหน่วยลงทุนจำนวน 22.10 ล้านหน่วย หากผู้ลงทุนสนใจข้อมูลของกองทุนนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก website www.spdrs.com หรือจาก Bloomberg โดยใช้สัญลักษณ์ WIP US Equity ในการค้นหา 
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท