
รถยนต์ครึ่งปีหลัง ส่อแววสดใสสารพัดนโยบายเพื่อไทยดันยอด
หลังจากที่ประเทศไทย ผ่านการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
หลังจากที่ประเทศไทย ผ่านการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
และได้เริ่มปรากฏโฉมหน้าของรัฐบาลและทีมรัฐมนตรีที่จะเข้ามากุมบังเหียน เดินหน้านโยบายสนับสนุนต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
บรรดาผู้ประกอบการรถยนต์ต่างก็เริ่มมองเห็นความหวัง โดยเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่น่าจะอยู่ในทิศทางบวกจากความมั่นคงทางการเมืองของรัฐบาลเสียงเบ็ดเสร็จ ที่จะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม
โชอิชิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) หรือ เอ็มเอสที บอกว่ามองในมุมของผู้ประกอบการที่เน้นเศรษฐกิจแบบมหภาคแล้ว ถือว่ารัฐบาลนี้มีเสถียรภาพที่ดี ในการเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตรุดหน้าไปได้ บนพื้นฐานของอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ หากมองจากนโยบายของภาครัฐที่นำมาใช้หาเสียงในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการงดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ที่จะส่งผลให้ราคาจำหน่ายน้ำมันลดลง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคทันที
ประกอบกับแนวโน้มราคาสินค้าเกษตร และอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ก็จะส่งผลดีในการทำให้ผู้บริโภคมีเงินมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตให้กับรถคันแรก ก็จะทำให้ผู้ซื้อรถสามารถเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น และจะส่งผลดีในกลุ่มของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถปิกอัพในตลาดล่าง
“อันนี้เป็นนโยบายภาครัฐที่มีการประกาศเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งหากทำได้จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งรัฐบาลจะต้องหารายได้เข้ามาชดเชยรายจ่ายเหล่านี้ ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันโครงการเหล่านี้ เหมือนกับในประเทศญี่ปุ่น ที่รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการที่ใช้หาเสียงกันอย่างเต็มที่”
ยูกิ ประเมินภาพรวมของตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งหลังของปีว่าจะมีการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น และแน่นอนว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% หรือมียอดขายรวมไม่น้อยกว่า 8.4 แสนคัน ซึ่งดูตัวเลขอาจจะต่ำกว่าการคาดการณ์ของผู้ประกอบการรายอื่น เพราะมองว่าอาจจะมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบอยู่บ้าง
โดยเฉพาะในเรื่องของตลาดส่งออกที่ยังคาดการณ์ได้ยากลำบาก และหากเกิดปัญหาก็มักจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งก็ต้องจับตาดูวิกฤตการเงินในทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็นกรีซหรือโปรตุเกส ว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในโลกนี้ในทิศทางใด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาในเรื่องของราคาน้ำมันไม่น่าจะมีผลมากนัก เนื่องจากการปรับตัวของน้ำมันในปีนี้ ถือว่าไม่ผันผวนมากนัก และหากจะปรับขึ้น ก็น่าจะปรับในทิศทางค่อยๆ ขึ้นมากกว่าจะขึ้นแบบพรวดพราดเหมือนในปี 2550-2551 ขณะที่แนวโน้มภาษีที่จะปรับตัวขึ้นนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็จะต้องจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นการซื้อในช่วงที่เหลือของปีอยู่แล้ว
ส่วนภาพรวมของตลาดรถยนต์ 6 เดือนแรกของปีนี้ นั้น ยูกิ บอกว่า มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 433,215 คัน เติบโตขึ้น 21% เมื่อเทียบกับยอดจำหน่าย 356,207 คัน ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็นรถยนต์นั่ง 190,783 คัน เพิ่มขึ้นจากยอดของปีก่อน 149,548 คัน และรถประเภทอื่นๆ 242,432คัน เทียบกับยอด 206,659 คันในปี 2553
และเมื่อแยกดูในแต่ละเซกเมนต์ที่สำคัญ จะพบว่าตลาดรถยนต์นั่งระดับบีเซกเมนต์ เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ มียอดจำหน่ายในช่วง 6 เดือนแรก 116,424 คัน คิดเป็นส่วนบางตลาด 27% เติบโตขึ้นจาก 86,355 คัน หรือมีส่วนแบ่งตลาด 24% ในปีที่ผ่านมา
ตลาดรถยนต์นั่งซีเซกเมนต์ มียอดขาย 55,713 คัน คิดเป็น 13% เติบโตขึ้นเล็กน้อยจากยอดขาย 44,104 คัน คิดเป็น 12% ของตลาดรวมในปีที่ผ่านมา และตลาดรถปิกอัพมียอดจำหน่าย 184,609 คัน แม้ว่ายอดจะเพิ่มขึ้นจาก 155,281 คันในปี 2553 แต่ก็มีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงจาก 44% เหลือ 43%
สำหรับยอดขายมาสด้าเอง ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยยอดจำหน่าย 20,304 คัน เติบโตขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นยอดจำหน่ายที่สูงที่สุดในช่วงครึ่งปีของบริษัท โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของมาสด้า 2 และมาสด้า 3 รวมถึงการรักษาระดับการจำหน่ายของรถปิกอัพอย่างมาสด้า บีที50 ไว้ได้ตามแผน
สุดท้าย ยูกิ ประกาศความมั่นใจว่ามาสด้าจะทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ 3.85 หมื่นคันแน่นอนในปีนี้ และน่าจะมากกว่าการคาดการณ์เบื้องต้นเสียด้วยซ้ำ แต่ขอดูสถานการณ์อีกพัก ถ้า 12 เดือนนี้ทุกอย่างยังบวก มาสด้าจะประกาศปรับเป้าหมายการขายอย่างแน่นอน!!!







