posttoday
ชำแหละสารพัดความเป็นไปได้ แท็บเล็ตเพื่อเด็ก ป.1

ชำแหละสารพัดความเป็นไปได้ แท็บเล็ตเพื่อเด็ก ป.1

11 กรกฎาคม 2554

โครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย

โครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย

กลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงในอุตสาหกรรมไอทีถึงความเป็นไปได้และความคุ้มค่า เพราะที่ผ่านมาในประเทศไทยโดยรัฐบาลในอดีต ก็มีโครงการประเภทนี้ออกมาต่อเนื่องทั้งที่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง และโครงการที่ล่มสลาย ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา โครงการเน็ตบุ๊กสำหรับเด็ก

ดังนั้น ถ้ามองในเชิงลึกแล้วจะเห็นประเด็นสำคัญที่จะผลักดันให้โครงการแท็บเล็ตสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างได้จริง ต้องดูความชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่การกำหนดราคาเครื่องละประมาณ 3,000-3,500 บาท รัฐจะสนับสนุนกี่เปอร์เซ็นต์ มีกรณีศึกษาในอินเดีย ว่ามีการตั้งโรงงานผลิตเอง มีต้นทุนต่อเครื่องประมาณ 1,500 บาท และรัฐสนับสนุน 50% เด็กนักเรียนออกเอง 50% และเป็นโครงการที่เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยก็น่าจะดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

 

ชำแหละสารพัดความเป็นไปได้ แท็บเล็ตเพื่อเด็ก ป.1

ประเด็นแรก กระทรวงที่รับผิดชอบหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงไอซีที ไม่ควรมากหรือน้อยกว่านี้ และพรรคเพื่อไทยต้องดูแลทั้งสองกระทรวงนี้เอง เพื่อให้งานสามารถเดินหน้าได้ไม่สะดุด เนื่องจากเนื้องานของ 2 กระทรวงนี้ต้องทำงานเชื่อมต่อกัน ต่อมาคือ การกำหนดคุณลักษณะหรือสเปกของเครื่องแท็บเล็ต ต้องเข้าใจเลยว่า ด้วยราคาระดับนี้ วัสดุที่ใช้และอุปกรณ์ภายในอาจไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุด และมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่งเท่านั้น

ด้านความทันสมัยทางเทคโนโลยี เช่น อาจไม่ถึงกับใช้ชิปประมวลผลแบบดูอัลคอร์ หน้าจอไม่ใช่กระจกใส และป้องกันรอยขีดข่วนไม่ได้ หน่วยความจำสำรองในเครื่องไม่ถึง 1 กิกะเฮิรตซ์ แต่ถ้าดูจากการใช้งานที่เน้นคอนเทนต์และแอพพลิเคชันด้านการศึกษาเป็นหลัก เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่

นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างอาจต้องทำผ่านตัวแทนผู้ผลิตภายในประเทศแบรนด์ต่างๆ เช่น เอเซอร์ เอซุส หรือแม้แต่ ไอโมบาย สามารถเทียบเคียงจากโครงการคอมพิวเตอร์ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ กพฐ. ที่ควรมีคนกลางมารับผิดชอบในการกระจายสินค้า และดูแลเรื่องการบริการหลังการขาย โดยอาจแบ่งตามภูมิภาค นั่นเท่ากับว่าต้องมีการกำหนดสเปกมาตรฐานให้ชัดเจนรัดกุมเพื่อให้เครื่องที่มาจากต่างผู้ผลิต สามารถทำงานได้เหมือนกันโดยเฉพาะการใช้งานคอนเทนต์ แต่หากรัฐเลือกใช้ผู้ผลิตเพียงรายเดียว ก็ต้องเสี่ยงกับปริมาณเครื่องจำนวนมากที่ต้องเร่งผลิต และการบริการหลังการขายที่หนักหนาสาหัส

แหล่งข่าวในวงการศึกษา กล่าวว่า ปีแรกรัฐบาลอาจสนับสนุน 100% แต่ถ้าเครื่องเสียเด็กนักเรียนอาจต้องซ่อมเอง หรือซื้อใหม่โดยรัฐบาลอาจช่วย 50% ของราคาเครื่องก็เป็นได้ แต่ที่สำคัญคือต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งอาศัยการบริหารจัดการผ่านกระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงไอซีที ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรคุมทั้งสองแห่ง

ประเด็นถัดมา คือ การเตรียมความพร้อมโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย หรือไวไฟ ต้องมีการตรวจสอบโครงข่ายยูนิเน็ตของกระทรวงศึกษาฯ ว่าพร้อมใช้งานแค่ไหน และโครงข่ายไวไฟของแต่ละโรงเรียนต้องมีความเร็วเพียงพอรองรับการใช้งานของนักเรียนพร้อมกันหลายร้อยคนในพื้นที่เดียว และโครงข่ายคอร์เน็ตเวิร์ก หรือโครงข่ายหลัก ต้องรองรับนักเรียนได้เป็นหลักหมื่นหรือแสนคนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการใช้งานมากขนาดนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลเดินหน้าโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ก็จะช่วยเสริมได้มาก เท่ากับว่าปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จต้องผลักดันโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติให้เกิดขึ้นด้วย ซึ่งรัฐบาลสามารถอาศัยความร่วมมือจากผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีอยู่แล้ว เช่น ทีโอที กสทฯ ทรู และ 3บีบี ให้มาร่วมให้บริการในบางพื้นที่ โดยมีการการันตีคุณภาพโครงข่ายโดยเฉพาะ ส่วนบริการ 3จี นั้น โครงการแท็บเล็ตนี้ไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะด้วยราคาเครื่องที่ต่ำขนาดนี้ไม่น่าจะทำให้ผู้ผลิตสามารถใส่ซิมการ์ดสำหรับรับสัญญาณ 3จี ได้ และยังต้องรอดูการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้มีการใช้ 3จี ด้วยหรือไม่ นั่นเท่ากับว่าต้องมีการใช้ซิมการ์ดจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม และอาจมีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มขึ้นมาอีก

นอกจากไวไฟแล้ว สิ่งที่รัฐบาลต้องมองอีกส่วนคือ การให้มีบริการคลาวด์ คอมพิวติง เพื่อเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์และแอพพลิเคชันสำหรับให้นักเรียนดาวน์โหลดไปใช้งาน จุดนี้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำเอง แต่สามารถใช้ผู้ให้บริการคลาวด์ ซึ่งมีอยู่แล้วหลายรายในประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการได้

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า หากมีไวไฟที่โรงเรียนเพียงอย่างเดียวนักเรียนสามารถดาวน์โหลดคอนเทนต์ต่างๆ ที่เก็บไว้ในคลาวด์มาไว้ในแท็บเล็ต และนำกลับไปเล่นต่อที่บ้านแบบออฟไลน์ได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ถ้าจะมี 3จี เข้ามาด้วย ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนอกจากต้องมีซิมการ์ดแล้ว ยังมีเรื่องของค่าบริการที่รัฐอาจต้องอุดหนุนเพิ่มอีก แต่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมน่าจะยินดี เพราะจะมีปริมาณผู้ใช้เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเครื่องแท็บเล็ตด้วยว่าจะทำได้หรือไม่

ประเด็นที่ 3 คือ คอนเทนต์ ปัจจุบันนั้นรัฐบาลมองว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะกระทรวงศึกษาฯ มีคอนเทนต์ที่ผลิตโดยครูจากทั่วประเทศและนำมาแชร์รวมกันที่เว็บไซต์ครูทูบ krutubechannel.com ซึ่งจะเป็นคอนเทนต์เบื้องต้นให้นักเรียนได้ดาวน์โหลดไปเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ทันที และยังมีคอนเทนต์แอพพลิเคชันอีกจำนวนมากที่นักพัฒนาหรือบริษัทเอกชนผลิตขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องดึงผลงานเหล่านี้เข้ามาอยู่ในโครงการ สร้างให้เกิดวงจรการบริโภคคอนเทนต์เพื่อการศึกษา และด้วยปริมาณผู้เล่นที่มีกว่า 8 แสนคน จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้นักพัฒนาคอนเทนต์สนใจเข้าสู่ตลาด

“เมื่อมีความต้องการเกิดขึ้น กลไกตลาดจะเกิดและจะมีการพัฒนาคอนเทนต์ด้านการศึกษาใหม่ๆ อีกมากมาย ซึ่งอาจไม่ใช่เฉพาะตลาดในประเทศ แต่อาจรวมถึงการส่งออกคอนเทนต์และแอพพลิเคชันไปต่างประเทศที่มีขนาดตลาดและมูลค่าใหญ่กว่ามาก” แหล่งข่าว กล่าว

เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าแล้ว โครงการนี้มีประโยชน์ถ้าทำให้เกิดได้จริง ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในทุกด้าน สามารถดูประสบการณ์จากโครงการในอดีตได้ โดยคาดว่าอย่างเร็วที่สุดจะใช้เวลา 1 ปี ในการเตรียมการและเริ่มต้นนำร่องโครงการได้

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี