
ธนาคารตีปีกมีรัฐบาลใหม่ค้าชายแดนฟู
“กรุงไทย” เตรียมรื้อแผนขยายธุรกิจในกัมพูชาหลังได้รัฐบาลใหม่ เชื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น หนุนการค้าชายแดน
“กรุงไทย” เตรียมรื้อแผนขยายธุรกิจในกัมพูชาหลังได้รัฐบาลใหม่ เชื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น หนุนการค้าชายแดน
นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารเตรียมเดินหน้าแผนขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาอีกครั้ง เนื่องจากเชื่อว่าการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลใหม่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชาดีขึ้นและมีปริมาณการค้าขายระหว่างกันเพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมาต้องชะลอแผนการขยายสินเชื่อและสาขาในกัมพูชาจากปัญหาทางการเมือง
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% ของฐานสินเชื่อรวม
“การขยายธุรกิจและสาขาออกไปในกลุ่มประเทศอินโดจีนถือว่าเป็นกลยุทธ์ของธนาคารอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเรามีความปัญหาการเมืองกับกัมพูชา มีการปิดด่านบ้าง มีการสู้รบกันบ้าง ทำให้แผนขยายธุรกิจในจุดนี้ต้องชะงักออกไป แต่เท่าที่ดูในตอนนี้คาดว่าสถานการณ์น่าจะเริ่มดีขึ้น ถือว่าเป็นความหวังของภาคเอกชน โดยคาดว่าจากนี้ปริมาณการค้าขายและปริมาณธุรกรรมระหว่างประเทศจะมีมากขึ้น แต่คงต้องจับตาดูไปก่อนสักระยะ” นายเวทย์ กล่าว
นายเวทย์ กล่าวว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศดีขึ้น จะส่งผลบวกต่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่มีการค้าขายตามแนวชายแดนของธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมามักจะได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูปที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ เช่น มันสำปะหลัง จากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ คาดว่ากลุ่มธุรกิจส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากกัมพูชามีการพึ่งพาสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยในสัดส่วนที่สูง
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปริมาณการค้าขายตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านน่าจะมีการขยายตัวได้ดีขึ้นหลังจากจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะการค้าระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีปัจจัยด้านการเมืองเป็นอุปสรรคในการขยายตัว โดยในส่วนของธนาคารเองจะมีการพัฒนาระบบการชำระเงินกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ เพื่อรองรับลูกค้าและปริมาณธุรกรรมที่จะเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าที่ทำการค้าตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาอยู่ราว 2,300 ราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาทหรือ 0.8 % ของฐานสินเชื่อทั้งหมด ส่วนใหญ่ทำธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าเกษตร m







