
ซันโยตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำตลาดเครื่องเย็นใน 3 ปี
ซันโย ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำตลาดเครื่องเย็นในประเทศไทยภายใน 3 ปี เบียดผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%
ซันโย ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำตลาดเครื่องเย็นในประเทศไทยภายใน 3 ปี เบียดผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%
นายสุพจน์ วิรัตน์โยสินทร์ รองผู้จัดการใหญ่ และนายโกมินทร์ วณิชวรนันท์ ผู้จัดการแผนกธุรกิจเครื่องเย็น บริษัท ซันโย (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนระยะ 3 ปี ไว้ที่การขึ้นเป็นผู้นำตลาดเครื่องเย็นให้ได้ ดังนั้นแผนการตลาดนับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปบริษัทจะดำเนินธุรกิจโดยเน้นทำตลาดกลุ่มเครื่องเย็น เช่น ตู้แช่ กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ผู้ผลิตอาหาร ไอศกรีม ภัตตาคาร ในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจ หรือบีทูบี อย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นผู้ใช้จริง
ทั้งนี้ บริษัทจึงตั้งเป้าเติบโตทางด้านยอดขายของกลุ่มเครื่องเย็นทั้งปีนี้ไว้ที่ 15% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 550 ล้านบาท โดยในช่วง 6 เดือนแรกบริษัทจะพยายามผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดเติบโตขึ้น 4% หรือคิดเป็น 21% จากส่วนแบ่งตลาด 17% เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 2 ของตลาด
“ปัจจุบันตลาดรวมเครื่องเย็นในประเทศไทยมีมูลค่าราว 3,100 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาเติบโตไม่เกิน 10% โดยแบรนด์ที่เผ็นผู้นำตลาด คือ อินเตอร์คูล ด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 50% ดังนั้นหากบริษัทจะขึ้นเป็นผู้นำตลาด บริษัทจะต้องมีส่วนแบ่งตลาดมากว่า 50% ให้ได้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเติบโตจากการขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ แล้วยังเป็นการเติบโตที่กินแชร์ของแบรนด์เดิมด้วย” นายสุพจน์ กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับภาพรวมบริษัทในปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากรายได้รวมในปีที่ผ่านมาที่ 2,800 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 63% สัดส่วนยอดขายเครื่องเย็น 26% และสัดส่วนยอดขายของสินค้าไอที และอื่น 11% ซึ่งบริษัทเห็นปัจจับบวกที่จะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเติบโตดี คือ ปีนี้มีการแข่งขันบอลโลก ซึ่งทำให้มีการซื้อทีวี เครื่องเสียงเพิ่มขึ้น ประกอบกับการปรับแผนการตลาดของเครื่องเย็น และอากาศที่ร้อนจะทำให้สินค้าที่เกี่ยวกับเครื่องเย็นขายดี
นอกจากนี้ ปีนี้บริษัทยังจะลงทุนเป็นเงิน 300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิตเครื่องเย็น เพื่อรองรับการขยายตัวหลังจากบริษัททำตลาดใหม่ และการส่งออก หลังจากที่ข้อตกลงการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาเซียนมีผลทำให้บริษัทส่งสินค้าไปจำหน่ายไปเสียภาษี โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะส่งออกเพิ่ม 12% จาก 9% ในปีที่ผ่านมา และปัจจุบันบริษัทส่งสินค้าออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ ออสเตรเลีย เป็นหลักอยู่แล้ว คาดว่าปีนี้จะส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น







